'ถวิล เปลี่ยนสี' ยืดอกร่วมรับผิดคดีสลายการชุมนุม ปี 53 แนะ 'ธาริต' ลาออก หวั่นถูกโจมตีรอบด้าน ชี้ไม่ควรมีใครติดคุก
จาก คมชัดลึกออนไลน์วันที่ 13-12-2555
นายถวิล เปลี่ยนศรี ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ ในฐานะอดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และอดีตเลขานุการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) แถลงว่า ตนไม่สบายใจเนื่องจากมีการตั้งข้อหาจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ซึ่งเป็นการตั้งข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของ ศอฉ. ซึ่งเป็นส่วนเกี่ยวข้องอยู่ในอดีต ในฐานะที่ตนมีหน้าที่อยู่ในคณะกรรมการ เช่นเดียวกับนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ชุมนุมปี 2553 ทั้งนี้สิ่งที่ตนจะพูดคือ
ประเด็นที่ 1. ตนพูดในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่ ศอฉ. ในขณะนั้น ตนมีความไม่สบายใจว่าเจ้าหน้าที่รัฐมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายต้องมีความรับผิดชอบ และขอยืนยันว่าถ้าการดำเนินการอื่นใดในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ ศอฉ.จะนำไปสู่การรับผิดชอบทางกฎหมาย ตนคิดว่าไม่มีกรรมการ ศอฉ. คนใดที่จะปฏิเสธแม้แต่นายธาริตก็ตาม หากจะมีการต้องรับผิดชอบทางใดทางหนึ่งในการทำงานของ ศอฉ. ตนพร้อมที่จะรับผิดชอบ ปกติแล้วตนเป็นคนขี้ขลาดมาก แต่ถึงจะกลัวอย่างไรก็ไม่เกินความรับผิดชอบที่เรามีอยู่ ตนปรึกษาคุณแม่ ภรรยา ลูกสาว และครอบครัวแล้ว หากตนจะไปติดคุกเพราะกรณีอย่างนี้ก็พร้อม
นายถวิล กล่าวต่อว่า เมื่อพูดถึงเหตุการณ์ในช่วงเดือน เม.ย. - พ.ค. ปี53 นั้นตนคิดว่าเราต้องตั้งหลักให้ตรงกันเสียก่อน คือ 1.เรื่องการชุมนุม การแสดงออกการเรียกร้องนั้นเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญอย่างที่เราทราบ ฉะนั้นเมื่อเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญแล้ว สิทธิเหล่านั้นจะต้องไม่ถูกสกัดยับยั้งขัดขวางปิดกั้น 2.อย่างไรก็ตามแม้จะเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญเราก็ต้องเคารพสิทธิของคนอื่นๆ การใช้สิทธิ์ต้องเป็นไปตามกรอบกฎหมายรัฐธรรมนูญ เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วตนมาพิจารณาดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 53 หรือกระทั่งปี 52 นั้นเป็นการชุมนุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วการปฏิบัติต่อกรณีนี้ต้องปฏิบัติให้ถูกต้องให้ดี ถ้าปฏิบัติด้วยข้อมูลที่ไม่ครบถ้วยขาดตอนก็จะนำไปสู่บรรทัดฐานที่ผิดเพี้ยนจากสิ่งที่ควรจะเป็นและเกิดอันตราย
ทั้งนี้รัฐไม่ควรจะส่งสัญญาณว่าการชุมนุมที่ละเมิดต่อกฎหมายควรจะได้รับการปกป้อง แต่ไม่ควรจะได้รับการเอาใจใส่ดูแลต่างๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่นเดียวกันรัฐก็ไม่ควรส่งสัญญาณไปในทางบั่นทอนขวัญและกำลังใจเจ้าหน้าที่ ในการรักษาความสงบเรียบร้อยนำสิทธิของประชาชนกลับคืนมา ซึ่งถ้าทำแบบนั้นแล้วก็จะเกิดแบบแผนที่ผิดเพี้ยนไป เจ้าหน้าที่ที่ทำงานก็จะถูกมองไปอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งกรณีนี้โดยหลักแล้วตนคิดว่าไม่ควรจะมีใครติดคุก เพราะว่าเป็นการทำหน้าที่เพื่อระงับเหตุต่ออันตรายของบ้านเมือง แต่โดยรายละเอียดในปัจจัยการรับผิดรับโทษนั้นก็ว่ากันไปตามกระบวนการยุติธรรม ที่ศาลจะพิจารณา แต่ขอให้ตั้งหลักให้ถูกว่าอะไรเป็นเรื่องหลักและเรื่องรอง แต่ตนเห็นว่าขณะนี้มีการนำเรื่องรองมาเป็นเรื่องหลักเรื่องหลักเป็นรองและทำให้เกิดความเข้าใจที่ไขว้เขวซึ่งจะสะท้อนไปถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน
ประเด็นที่ 2. คือเรื่องของการตั้งข้อกล่าวหาที่ของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ ผอ.ศอฉ. ว่าร่วมกันก่อให้ผู้อื่นฆ่าคนตายโดยเจตนาเล็งเห็นผล ซึ่งตนต้องขอบคุณที่ทางดีเอสไอ ไม่ตั้งข้อกล่าวหาว่าเจตนาโดยประสงค์ต่อผล เพราะนายธาริต ซึ่งอยู่ร่วมในคณะกรรมการนโยบายศอฉ.ได้ตระหนักดีว่า ทุกคนใน ศอฉ.นั้นไม่มีผู้ใดประสงค์ต่อผลที่จะให้เกิดการบาดเจ็บล้มตาย จากการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ ส่วนที่ว่าจะมีการประสงค์ต่อผลหรือไม่จากฝ่ายอื่นนั้น เป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณาดู เพราะจะเห็นได้ว่าช่วงเม.ย.52 เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติงานได้โดยไม่มีผู้ล้มตาย แต่ก็มีบางฝ่ายที่จะยืนยันว่ามีคนตายจากการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ โดยมีการสร้างพยาน หลักฐาน และให้ข่าว โดยจนถึงบัดนี้ก็ยังไม่ปรากฏว่ามีมูลความจริง ซึ่งเหตุการณ์ในปี 53 นั้นอาจจะมีบางฝ่ายประสงค์ที่จะให้เกิดผู้เสียชีวิตอย่างที่พยายามตั้งประเด็นพฤษภาโมเดลขึ้นมา ซึ่งเป็นเรื่องต้องพิจารณาวินิจฉัย แต่ตนยืนยันว่าเจ้าหน้าที่รัฐไม่มีความประสงค์ที่จะให้เกิดการบาดเจ็บล้มตายของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งขึ้นมา
นายถวิล กล่าวต่อว่า หากถามว่า ศอฉ. เล็งเห็นผลหรือไม่ ตนยืนยันว่าเล็งเห็นผลจริง ซึ่งไม่ได้หมายความว่าตนไปยอมรับข้อกล่าวหาของดีเอสไอ แต่หมายความว่าศอฉ.เล็งเห็นข้อเท็จจริง เล็งเห็นสถานการณ์ว่ามันอาจจะนำไปสู่การเสียชิวิต นำไปสู่เหตุรุนแรงได้ด้วยเหตุผลหลายๆ ประการในแง่ของข้อเท็จจริง ซึ่งอย่างแรกเลยการชุมนุมนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย 2.ผู้ชุมนุมพร้อมที่จะใช้ความรุนแรงกับเจ้าหน้าที่ของรัฐกับประชาชน 3.ศอฉ.เล็งเห็นข้อเท็จจริงว่ามีอาวุธอยู่กับผู้ชุมนุมทั้งการขนมาเอง และปล้นไปจากเจ้าหน้าที่ เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วนโยบายที่ออกจาก ศอฉ.ในขณะนั้นคือเราพยายามป้องกันเหตุเหล่านี้ให้ได้ สิ่งที่ออกจาก ศอฉ.ในขณะนั้นคือว่า 1.ไม่มีคำสั่งสลายการชุมนุมเป็นอันขาด 2.เจ้าหน้าที่ได้รับคำสั่งให้ไปตั้งด่านที่สี่แยกราชประสงค์ ทั้งสี่ด้าน คำสั่งคือห้ามเคลื่อนที่เข้าไปให้รักษาพื้นที่เอาไว้ โดยวัตถุประสงค์คือต้องการให้การชุมนุมยุติไปเอง โดยตั้งด่านเพื่อไม่ให้คนเข้า ระบายคนออก ไม่ให้มีการส่งอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ เข้าไปได้ 3.การตัดสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ทั้งน้ำไฟ โทรศัพท์ เพื่อให้การชุมนุมนั้นฝ่อลงไปเอง ซึ่งเจ้าหน้าที่ไม่มีการไปกำหนดวันให้การชุมนุมยุติ ซึ่งการที่ไม่ได้กำหนดเอาไว้ฝ่ายที่ตั้งข้อกล่าวหาก็มองได้ว่ายืดเยื้อ แต่ผู้ปฏิบัติก็บอกว่าเพื่อรักษาชีวิตให้ได้มากที่สุด 4.การสื่อสารกับคนในที่ชุมนุมเพื่อให้เข้าใจสถานการณ์ ทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่าแม้มีการปฏิบัติอย่างรอบคอบแล้วก็มีเหตุตายรวมถึงนายพัน คำกอง คนขับแท็กซี่ ก็เสียชีวิตในวันที่ 15 พ.ค.2553 ช่วงที่มีการกระชับพื้นที่ ทั้งนี้เหตุที่มีการตายเกิดขึ้นเนื่องจากมีเหตุการณ์โจมตีเจ้าหน้าที่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ต้องรักษาที่ตั้ง
ประเด็นที่ 3.อยากฝากไปถึงนายธาริต ซึ่งสนิทกันมากเวลานั่งทำงานใน ศอฉ. ก็นั่งข้างตน ช่วงของการทำงานนอก ศอฉ. มีปัญหาอะไรก็ปรึกษาหารือกัน เมื่อมาถึงบัดนี้ตนมีความมั่นใจ ไม่เคยคลอนแคลงในตัวของนายธาริตเลย ตนยังมั่นใจในความเป็นมืออาชีพ ในการเป็นข้าราชการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทำเพื่อผลประโยชน์ของชาติบ้านเมือง ถึงแม้จะมีคนเอานามสกุลตนไปค่อนแคะนายธาริต ว่าเปลี่ยนสี เปลี่ยนขั้ว แต่ตนยังมั่นใจนายธาริต
นายถวิล กล่าวว่า แต่เมื่อมั่นใจแล้วก็เป็นห่วงนายธาริต โดยสุจริตใจนั้นคำสั่งให้นายธาริตเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนในคดีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ชุมนุมปี 2553 เป็นคำสั่งที่แปลกประหลาดที่สุดในโลก ทำให้ตนนึกไปถึงเจตนารมณ์เบื้องหลังของการสั่งแต่งตั้งว่าจะเป็นการปรารถนาดีต่อนายธาริต หรือไม่ ด้วยความสุจริตใจตนเรียนว่านายธาริต ซึ่งเคยทำงานอยู่ใน ศอฉ. ถ้าทำคดีนี้ในทางที่เอนเอียงหรือเป็นประโยชน์ต่อ ศอฉ. ผู้คนก็จะมองว่าเข้าข้างพวกตัวเอง เข้าข้างเพื่อนเก่า แต่ในทางกลับกันหากนายธาริต ทำอีกอย่างก็จะถูกค่อนแคะว่า เอนเอียงไปทางฝ่าย นปช. รับใช้ฝ่ายรัฐบาลปัจจุบัน ฉะนั้นจะซ้ายจะขวาไม่มีออกกลางนายธาริตเสียทั้งสิ้นตนจึงบอกว่าหมากที่ตั้งนายธาริตเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนนั้นเป็นหมากที่เหี้ยม อำมหิตทารุณ นายธาริตจะเสียผู้เสียคนตรงนี้ เพราะฉะนั้นตนให้ฐานะที่คุ้นเคยกันมาก่อน และมีความปรารถนาดีอย่างจริงใจขอเรียนว่านายธาริต ควรจะลาออกจากหัวหน้าพนักงานสอบสวนตรงนี้ด้วยเหตุผลที่เรียนไป และคนที่แต่งตั้งควรจะเข้าใจความเป็นมนุษย์ของนายธาริต ควรจะให้เกียรติ ไม่ให้มาตากแดดตากลมอย่างนี้
ผู้สื่อข่าวถามว่าหากนายอภิสิทธิ์-สุเทพ ติดคุกนายธาริต จะโดนด้วยหรือไม่ นายถวิล กล่าวว่า ตนยังไม่ทราบ แต่เรียนว่าโดยหลักแล้วเรื่องนี้ไม่ควรจะมีใครติดคุก
เมื่อถามว่าช่วงเวลาที่ผ่านมาได้พูดคุยกับนายธาริต บ้างหรือไม่ นายถวิล กล่าวว่า ทุกครั้งที่ตนต้องไปชี้แจง เป็นพยานในคดีจากการชุมนุมปี 2553 ก็จะโทรหานายธาริต แต่หลังจากที่ได้เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนก็ยังไม่มีเวลาได้คุย
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธาริต เพ็งดิษฐ์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธาริต เพ็งดิษฐ์ แสดงบทความทั้งหมด
วันศุกร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2555
วันจันทร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2555
ธาริต เพ็งดิษฐ์
คัดจากคอลัมน์เปลว สีเงิน ในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 7 ธันวาคม 2555
คดีการตายแท็กซี่เสื้อแดง "นายพัน คำกอง" ที่ศาลอาญานัดฟังคำสั่งไปเมื่อ ๑๗ ก.ย.๕๕ หลายคนเข้าใจว่า "เป็นคำพิพากษา" โดยศาลระบุว่า ทหารร่วมกันยิงตามคำสั่ง "กระชับพื้นที่" ของอดีตนายกฯ อภิสิทธิ์และรองฯ สุเทพ เมื่อปี ๒๕๕๓ และ "อภิสิทธิ์-สุเทพ" ต้องมีความผิดฐานฆ่าคนตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘
ก็จะบอกว่า นี่ไม่ใช่คำตัดสิน "คดีนายพัน คำกอง" จากศาล เป็นเพียง "ไต่สวนการตาย" ในชั้นสอบสวนเท่านั้น ยังไม่มีโจทก์ ไม่มีจำเลย ไม่มีการฟ้อง ยังไม่มีใครผิด-ใครถูกใดๆ ทั้งสิ้น เป็นเพียงขั้นตอนนำคดีเข้าสู่กระบวนการพิจารณาความให้เป็นไปตามตัวบท-กฎหมายเท่านั้น
การตายใน "ภาวะไม่ปกติ" กฎหมายมีระเบียบ-ขั้นตอนให้ปฏิบัติต่างไปจากการตายในคดีฆ่ากันตายทั่วไป ฉะนั้น กรณีนายพัน คำกอง นี้ ขั้นแรก อัยการต้องยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนการตายก่อน เพื่อให้ศาลมีคำสั่งว่า คนตายเป็นใคร ตายที่ไหน เมื่อไหร่ สาเหตุอะไร รวมถึงพฤติการณ์ที่ตาย
พูดภาษาชาวบ้าน คือการ "วิสามัญฆาตกรรม" หรือ "ฆาตกรรมอย่างวิสามัญ" จากพนักงานเจ้าหน้าที่ ผู้ทำหน้าที่ตามกฎหมาย ถึงแม้กฎหมายระบุ พนักงานเจ้าหน้าที่ทำฆาตกรรมอย่างวิสามัญเป็นไปตามกรอบกำหนด ไม่มีความผิด ไม่ต้องรับโทษทัณฑ์ใดๆ ก็ตาม
คดีคนร้ายต่อสู้-ขัดขืนการจับกุมของตำรวจ แล้วถูกตำรวจยิงตายอย่างที่เห็นบ่อยๆ นั่นก็เรียกว่า "พนักงานเจ้าหน้าที่ทำฆาตกรรมอย่างวิสามัญ" เข้าลักษณะเดียวกันนี้
ที่ตำรวจวิสามัญโจรก็ดี ที่เจ้าพนักงานทหารร่วมยิงนายพันตาย ตามคำสั่ง ศอฉ. ซึ่งมี "อภิสิทธิ์-สุเทพ" เป็นหัวหน้าศูนย์ ก็ดี นั่นเป็นการปฏิบัติหน้าที่ "ฆาตกรรมอย่างวิสามัญ" เข้าข่ายไม่มีความผิด ไม่ต้องรับโทษใดๆ ตามกรอบกฎหมายระบุหรือไม่?
ศาลแพ่ง วันที่ 22 เมษายน 2553 ระหว่าง นายจตุพร พรหมพันธุ์ โจทก์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน เป็นจำเลย
ต่อมาวันที่ 3 เม.ย. โจทก์และผู้ร่วมชุมนุมบางส่วนได้เคลื่อนย้ายไปชุมนุมในบริเวณสี่แยกราชประสงค์อีกแห่งหนึ่ง ครั้นวันที่ 7 เม.ย. จำเลยที่ 1 โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร และจังหวัดใกล้เคียง นอกจากนี้ จำเลยที่ 1 ยังมีคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่พิเศษ 1/2553 จัดตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) และตั้งนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี (จำเลยที่ 2) เป็นผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน กับมีคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่พิเศษ 2/2553 ตั้งจำเลยที่ 2 เป็นผู้กำกับการปฏิบัติงานของหัวหน้าผู้รับผิดชอบ พนักงานเจ้าหน้าที่และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในการปฏิบัติงานตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่มีความร้ายแรง
ก่อนเกิดเหตุจำเลยทั้งสองได้ประกาศให้โจทก์ และ นปช. ออกจากพื้นที่การชุมนุมบริเวณสี่แยกราชประสงค์ ต่อมาวันที่ 10 เม.ย. จำเลยทั้งสองร่วมกันออกคำสั่งให้ทหารจำนวนมากเข้าไปในบริเวณพื้นที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ และพื้นที่ต่อเนื่อง โดยประกาศว่าเพื่อเป็นการขอพื้นที่คืนจากผู้ชุมนุม ในวันเดียวกันนั้น เกิดเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างกำลังฝ่ายทหารกับประชาชนผู้ชุมนุม โดยกำลังฝ่ายทหารใช้ปืนยิงกระสุนยาง ระเบิดก๊าซน้ำตา ฯลฯ ในที่สุด ปรากฏว่ามีประชาชนและทหารเสียชีวิต จำนวน 25 คน และได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก
กรณีมีเหตุที่จะออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวตามคำขอของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์และผู้ร่วมชุมนุมไปชุมนุมในที่สาธารณะบริเวณสี่แยกราชประสงค์ ครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่ถนนราชดำริถึงแยกศาลาแดง และถนนพระรามที่ 1 ถึงห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน อันเป็นการปิดกั้นกีดขวางการใช้เส้นทางคมนาคม และการใช้ยานพาหนะของประชาชนโดยทั่วไป ย่อมส่งผลกระทบต่อธุรกิจที่สำคัญ เกิดความเดือดร้อนเสียหายต่อการประกอบอาชีพ และการดำรงชีวิตปกติสุขของประชาชน เป็นการจำกัดเสรีภาพในการเดินทาง และสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชน ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร จึงมีเหตุจำเป็นที่จำเลยทั้งสองต้องใช้มาตรการขอพื้นที่คืน หรือที่โจทก์เรียกว่าเป็นการสลายการชุมนุมได้ ทั้งนี้ เพื่อให้สังคมกลับสู่สภาวะปกติ และเกิดความสงบเรียบร้อยของประชาชน
![]() |
| ธาริต เพ็งดิษฐ์ |
อื้อฮือ...ฟังนายธาริต เพ็งดิษฐ์ แถลงตั้งข้อหา "อภิสิทธิ์-สุเทพ" ร่วมฆ่าโดยเจตนาเล็งเห็นผล โดยแจกแจงพฤติกรรม ๒ ฆาตกรทุกขั้นตอนแล้ว ผมว่า ต้องตัดหัวเดี๋ยวนี้เลย จึงจะสมใจธาริต-สะใจ นปช. คดีนี้มีเงื่อนไขทางกฎหมาย แต่ธาริตไม่พูดเลย เมื่อกันยาผมเคยเขียน กระบวนการ "ฆาตกรรมอย่างวิสามัญ" ไว้ ก็จะยกมาเป็น "ฉบับเพิ่มเติม" ในการพิมพ์ครั้งที่ ๒ เพราะข้อเท็จจริง เขียนใหม่ มันก็อันเดิมนั่นแหละ!
ฟังจากปากนายธาริต เพ็งดิษฐ์ ผมคิดว่าคนส่วนใหญ่ ซึ่งไม่ค่อยเข้าใจถึงความสลับซับซ้อนของระเบียบและขั้นตอนกฎหมาย รวมถึงภาษากฎหมาย อาจหลงเข้าใจอย่างนั้นจริงๆ ว่า ศาลตัดสิน "ทหารฆ่าประชาชน" โดยนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพเป็นคนสั่งในฐานะ ผอ.ศอฉ.!
เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง จะได้ไม่นำไปโหมกระพือให้เข้าใจกันผิดๆ ไม่อย่างนั้น เมื่อถึงวันที่ศาลตัดสินจริงๆ ถ้าคำพิพากษาออกมาไม่เป็นอย่างที่ตัวเอง "หลงเข้าใจ" ก็จะยกพวกมาตะโกนกันอีกแหละว่า...๒ มาตรฐาน!
คือวัน-เวลา-เหตุการณ์ ที่นายพันตายนั้น เป็นการตายใน "สถานการณ์ฉุกเฉิน" ที่ทหารต้องออกมาปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ฉุกเฉิน และทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ และตามมาตรา ๓ พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายใน
การตายใน "ภาวะไม่ปกติ" กฎหมายมีระเบียบ-ขั้นตอนให้ปฏิบัติต่างไปจากการตายในคดีฆ่ากันตายทั่วไป ฉะนั้น กรณีนายพัน คำกอง นี้ ขั้นแรก อัยการต้องยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนการตายก่อน เพื่อให้ศาลมีคำสั่งว่า คนตายเป็นใคร ตายที่ไหน เมื่อไหร่ สาเหตุอะไร รวมถึงพฤติการณ์ที่ตาย
นั่นก็คือ ต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๐ ก่อน โดยเฉพาะการตายเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ทหาร การชันสูตรพลิกศพต้องให้เป็นไปตาม ม.๑๕๐ กำหนด
แต่ในการทำคดี ตำรวจต้องทำตามมาตรา ๒๘๘ "ฆ่าผู้อื่นถึงแก่ความตาย" มีโจทก์ มีจำเลย ถูกฟ้องศาล แล้วศาลจะเป็นผู้ตัดสินเองว่า ที่พนักงานเจ้าหน้าที่ทำฆาตกรรมอย่างวิสามัญนายพัน คำกอง หรือรายอื่นๆ ในลักษณะเดียวกันนี้ เข้าเกณฑ์ไม่ต้องรับโทษหรือไม่?
คดีคนร้ายต่อสู้-ขัดขืนการจับกุมของตำรวจ แล้วถูกตำรวจยิงตายอย่างที่เห็นบ่อยๆ นั่นก็เรียกว่า "พนักงานเจ้าหน้าที่ทำฆาตกรรมอย่างวิสามัญ" เข้าลักษณะเดียวกันนี้
ตำรวจที่ฆ่าโจร ก็ต้องตกเป็นผู้ต้องหา "ฆ่าผู้อื่นถึงแก่ความตาย" ตามมาตรา ๒๘๘ เหมือนที่นายธาริตกำลังตั้งข้อหากับนายอภิสิทธิ์-นายสุเทพ นั่นแหละ ต้องถูกดำเนินคดีส่งอัยการ อัยการนำฟ้องศาล ตกเป็นจำเลย เพื่อให้ศาลตัดสินว่า.....
ที่ตำรวจวิสามัญโจรก็ดี ที่เจ้าพนักงานทหารร่วมยิงนายพันตาย ตามคำสั่ง ศอฉ. ซึ่งมี "อภิสิทธิ์-สุเทพ" เป็นหัวหน้าศูนย์ ก็ดี นั่นเป็นการปฏิบัติหน้าที่ "ฆาตกรรมอย่างวิสามัญ" เข้าข่ายไม่มีความผิด ไม่ต้องรับโทษใดๆ ตามกรอบกฎหมายระบุหรือไม่?
นี่คือขั้นตอนปฏิบัติทั่วไป ศาลพิจารณาแล้วตัดสินอย่างใด ก็เป็นอย่างนั้น ที่สำคัญคือ ในชั้นนี้นายธาริตไม่ควรพูดเชิงหลอกล่อให้ นปช.ปักใจตามสรรพคุณข้อหาที่จาระไนให้โทนไปทางว่า ๒ คนนี้ แน่ชัด...ฆาตกรสั่งฆ่าประชาชน!
เพื่อการติดตามคดีนี้ ผมจะนำ "องค์ประกอบเหตุการณ์" อันเป็นไปตาม "ข้อบัญญัติกฎหมาย" มาให้ท่านได้ค่อยๆ ทำความเข้าใจกัน จะได้ไม่ติดปลายเบ็ดอธิบดี DSI และเมื่อศาลตัดสินใจจะไม่วุ่นวะ-วุ่นวายว่า เอ๊ะ...ทำไมเป็นอย่างนี้ ก็ดูจากที่ศาลไต่สวนการตายนายพัน คำกอง เมื่อ ๑๗ ก.ย.ไปเลย ศาลมีคำสั่งว่า.......
"ผู้ตายชื่อนายพัน คำกอง ตายที่หน้าที่สำนักงานขายคอนโดมิเนียมชื่อไอดีโอคอนโด ถนนราชปรารภ แขวงมักกะสัน เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2553 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง เหตุและพฤติการณ์ที่ตายเกิดจากการถูกลูกกระสุนปืนขนาด .223 (5.56 มม.) จากอาวุธปืนที่ใช้ในราชการสงคราม ที่เจ้าพนักงานทหารร่วมกันยิงไปที่รถยนต์ตู้หมายเลขทะเบียน ฮค-8561 กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีนายสมร ไหมทอง เป็นผู้ขับ แล้วลูกกระสุนปืนไปถูกผู้ตายถึงแก่ความตาย ในขณะเจ้าพนักงานทหารกำลังปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบปิดล้อมพื้นที่ควบคุมตามคำสั่งของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.)"
ก็ชัดเจน เที่ยวตัดตอนพูดแต่ว่า "ทหารยิง" แต่ไม่พูดให้ครบประโยคที่ศาลระบุถึงการถูกยิงตายว่า "ในขณะเจ้าพนักงานทหารกำลังปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบ ปิดล้อมพื้นที่ตามคำสั่งของ ศอฉ."
การที่ DSI โดยนายธาริตตั้งข้อหา "อภิสิทธิ์-สุเทพ" ว่า ร่วมกันก่อให้ผู้อื่นฆ่าคนตายโดยเจตนาเล็งเห็นผลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๙, ๘๓ และ ๒๘๘ หลังศาลมีคำสั่งในคดีไต่สวนสาเหตุการตายแล้วนั้น ตั้งข้อหาก็ไม่มีใครว่า
แต่นายธาริต ฐานะผู้ใหญ่ ควรใช้ดุลยธรรมอธิบายในส่วนที่กฎหมายคุ้มครองการกระทำของนายอภิสิทธิ์-สุเทพ และทหารให้ชาวบ้านเข้าใจด้วย ไม่ควรพูดเบี่ยงไปทางแนว "ผิดเพราะเป็นฆาตกรสั่งฆ่าประชาชน" โดดๆ
จริงๆ แล้ว ที่ นปช.ชุมนุมเมื่อปี ๒๕๕๓ นั่นตะหาก ที่ศาลสั่ง "ไม่คุ้มครอง"!
ผมจะช่วยรื้อความจำให้ หลังฆ่าทหารที่สี่แยกคอกวัว นปช.คึกขยายแนวป่วนเมือง ครั้นทหารจะเข้าไปสลายการชุมนุม ๒๒ เม.ย.๕๓ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ก็เป็นโจทก์ไปยื่นคำฟ้องต่อศาลแพ่ง ขอให้ศาลออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ห้ามนายอภิสิทธิ์สั่งทหารเข้าสลายการชุมนุมอย่างเด็ดขาด
พิเคราะห์คำฟ้องประกอบข้อเท็จจริงที่ได้ความจากการไต่สวนในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นหนึ่งในแกนนำผู้เรียกร้องประชาธิปไตย ในนามของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ซึ่งได้ชุมนุมเรียกร้องทางการเมืองบริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ถนนราชดำเนินกลาง และถนนราชดำเนินนอก เพื่อกดดันให้นายกรัฐมนตรี (จำเลยที่ 1) ยุบสภา ตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค. 2553 เป็นต้นมา
ต่อมาวันที่ 3 เม.ย. โจทก์และผู้ร่วมชุมนุมบางส่วนได้เคลื่อนย้ายไปชุมนุมในบริเวณสี่แยกราชประสงค์อีกแห่งหนึ่ง ครั้นวันที่ 7 เม.ย. จำเลยที่ 1 โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร และจังหวัดใกล้เคียง นอกจากนี้ จำเลยที่ 1 ยังมีคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่พิเศษ 1/2553 จัดตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) และตั้งนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี (จำเลยที่ 2) เป็นผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน กับมีคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่พิเศษ 2/2553 ตั้งจำเลยที่ 2 เป็นผู้กำกับการปฏิบัติงานของหัวหน้าผู้รับผิดชอบ พนักงานเจ้าหน้าที่และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในการปฏิบัติงานตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่มีความร้ายแรง
ดังนั้น ที่โจทก์ขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามจำเลยทั้งสองใช้กำลังทหารเข้าไปสลายการชุมนุมโดยเด็ดขาด จึงไม่มีเหตุผลเพียงพอที่ศาลจะมีคำสั่งตามคำขอข้อนี้ได้
อย่างไรก็ตาม ในการดำเนินการดังกล่าวเป็นเหตุให้มีทหาร และประชาชนเสียชีวิต 25 คน และได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก แม้ขณะนี้ยังไม่อาจทราบได้ว่าเป็นผลจากการกระทำของฝ่ายใด แต่การที่มีทหารและประชาชนบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก ประกอบกับปัจจุบันนี้ยังปรากฏว่ามีการชุมนุมของ นปช.อยู่อย่างต่อเนื่องในพื้นที่ดังกล่าว และน่าเชื่อว่าจำเลยทั้งสองอาจออกคำสั่งใดๆ เพื่อดำเนินการแก้ไขสถานการณ์ในการชุมนุม ย่อมมีเหตุผลเพียงพอที่ศาลจะออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวในส่วนนี้แก่โจทก์ได้
จึงมีคำสั่งว่า หากจำเลยทั้งสองจะกระทำการใดๆ ในการขอพื้นที่คืนหรือสลายการชุมนุมของผู้ร่วมชุมนุม ให้ดำเนินการเท่าที่จำเป็น โดยคำนึงถึงความเหมาะสม มีลำดับขั้นตอนตามหลักสากล ทั้งนี้ จนกว่าจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
นางวิไลลักษณ์ อินทุภูติ
นางอรนิตย์ พฤกษฎาจันทร์
ทั้งหมดนี้ นายธาริตก็รู้ เพราะร่วมอยู่ใน ศอฉ.ด้วย ฉะนั้น ควรพูดให้สมผู้ใหญ่ที่พึงมีหิริ โอตตัปปะ ไม่ต้องโป๊สีจนเวอร์อย่างที่แถลงเมื่อวาน (๖ ธ.ค.) หรอกว่า...
"........การสั่งใช้อาวุธปืน การสั่งใช้พลซุ่มยิง และอื่นๆ โดยมีการออกคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรจากนายสุเทพ และได้อ้างไว้ในคำสั่งด้วยว่า เกิดจากการสั่งของนายกฯ อย่างชัดเจน สอดคล้องกับพยานบุคคลที่ร่วมอยู่ใน ศอฉ.ว่านายอภิสิทธิ์ได้รับรู้ สั่งการ และพักอาศัยอยู่ในศูนย์ ศอฉ.ตลอดเวลา และที่สำคัญคือ การสั่งการของบุคคลทั้ง ๒ กระทำอย่างต่อเนื่องหลายครั้ง จึงบ่งชี้ได้ว่า เป็นเจตนาเล็งเห็นผลร่วมกันสั่งการ"
ก็ทำคดีมีอภิสิทธิ์-เทพเป็นจำเลย ส่งอัยการฟ้องศาลไปตามระบบเถอะ..ธาริต ทั้งหมดที่เสริมสีนั้น ไว้เป็นหน้าที่ศาลท่านพิจารณาเองว่า "การขอคืนพื้นที่หรือสลายการชุมนุม จนเป็นเหตุให้นายพัน คำกอง ตายนั้น เป็นการดำเนินการเท่าที่จำเป็น โดยคำนึงถึงความเหมาะสม มีลำดับขั้นตอนตามหลักสากล" ตามที่ศาลได้สั่งไว้หรือเปล่า?
อย่ายกคดี "ฆาตกรรมอย่างวิสามัญ" ไปเบี่ยงประเด็นพูดนอกกรอบ พ.ร.บ.สถานการณ์ฉุกเฉิน ที่ใช้ขณะนั้น และการทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ และตามมาตรา ๓ พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายในของนายอภิสิทธิ์-สุเทพ
นายธาริตครับ...
ท่านเป็นข้าราชการสนองงานรัฐบาลได้เยี่ยม แต่แบบนี้ระวัง...ท่านจะต้องมีชีวิตอยู่ชนิดที่ ตัวเองก็ยังเกลียดตัวเอง!.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
