วันพุธที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2561


แฮร์รี่ พอตเตอร์กับเด็กต้องคำสาป ภาคหนึ่งและสอง : บทละครเวที ฉบับซ้อมใหญ่ (Harry Potter and the cursed child part one and two : playscript) โรว์ลิ่ง, เจ.เค. ธอร์น, แจ็ค, ทิฟฟานี, จอห์น. แปลโดย สุมาลี. กรุงเทพฯ : นานมีบุคส์, 2559. 368 หน้า. ราคา  บาท.






"แผลเป็นนั้นไม่ได้ทำให้แฮร์รี่เจ็บปวดมานานถึงสิบเก้าปีแล้ว ทุกอย่างลงเอยด้วยดี" นั่นคือสิ่งที่โลกเวทมนตร์และชาวมักเกิ้ลรับรู้เมื่อเหตุการณ์ใน "แฮร์รี่ พอตเตอร์กับเครื่องรางยมทูต" ปิดฉากลง...แต่ใครจะแน่ใจได้ว่าทุกอย่างลงเอยด้วยดี และ "คนที่เราก็รู้ว่าใคร" จากไปแล้วจริง ๆ

    นี่คือเรื่องราวภาคที่แปด...สิบเก้าปีต่อมา เมื่อ "อัลบัส พอตเตอร์" ลูกชายคนกลางของแฮร์รี่เริ่มไปเข้าเรียนฮอกวอตส์วันแรก อะไร ๆ ไม่เป็นไปอย่างที่คิดตั้งแต่บนรถไฟที่อัลบัสเป็นเพื่อนกับสกอร์เปียส ลูกชายของเดรโก มัลฟรอย ทำให้โรส (ลูกสาวรอนกับเฮอร์ไมโอนี่)โกรธ และยิ่งผิดพลาดอย่างหนักเมื่ออัลบัสสวมหมวกคัดสรรที่ให้อยู่บ้านสลิธีลิน ในขณะเดียวกัน ข่าวลือเรื่องทายาทโวลเดอมอร์แพร่กระจายไปทั่วสังคมพ่อมด สร้างความหวาดกลัวว่าฝันร้ายในอดีตกำลังจะย้อนกลับมา ที่สำคัญ แผลเป็นของแฮร์รี่เกิดเจ็บขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับที่ความสัมพันธ์ของเขากับลูกชายก็ย่ำแย่ลงทุกขณะ และเมื่ออัลบัส พอตเตอร์ตัดสินใจว่า บางอย่างที่พ่อทำในอดีตคือ
ความผิดพลาด และเขาต้องยื่นมือเข้าไปแก้ไข 
       การผจญภัยครั้งใหม่ก็เริ่มต้นขึ้นเมื่อ เอมอส ดิกเกอรี่ (พ่อของเซดริกมาหาแฮร์รี่ที่บ้านพร้อมกับเดลฟี่ (Delphi) คนดูแล เพื่อขอให้แฮร์รี่ใช้เครื่องย้อนเวลาที่กระทรวงเวทมนต์ครอบครองย้อนเวลากลับไปช่วยชีวิตเซดริก ซึ่งแฮร์รี่ปฏิเสธ แต่อัลบัสแอบได้ยิน และทำให้รู้จักเดลฟี่ด้วย ก่อนที่อัลบัสจะกลับไปเรียนที่ฮอกวอตส์ แฮร์รี่พยายามปรับความเข้าใจ ด้วยการให้ของแก่เขา 2 อย่าง อย่างแรกคือ Love Potion ที่รอนฝากมาให้ และผ้าห่มเด็กเก่า  ที่แม่ของแฮร์รี่ใช้ห่อแฮร์รี่ในคืนที่ถูกฆ่า แต่อัลบัสกลับไม่สนใจ และทะเลาะกับแฮร์รี่อีก  ทำให้อัลบัสโยนผ้าห่มไปชนกับ Love Potion จนมันกระจายไปทั่วผ้าห่ม
ระหว่างทางไปฮอกวอตส์ อัลบัสชวนสกอร์เปียส ไปเอาเครื่องย้อนเวลาที่กระทรวง เพื่อไปช่วยเซดริก โดยกระโดดรถไฟหนีโรงเรียน ไปหาเดลฟี่ซึ่งได้ทำน้ำยาสรรพรสให้ เพื่อปลอมตัวเป็นเฮอร์ไมโอนี่ รอน และแฮร์รี่ บุกเข้ากระทรวงขโมยเครื่องย้อนเวลามาได้ และจะใช้เครื่องย้อนเวลานี้ให้พวกเขาไปขัดขวางไม่ให้เซดริกชนะการแข่งขันไตรภาคี จะได้ไม่ต้องเจอโวลเดอมอร์ และไม่ต้องตาย ขณะเดียวกันแฮร์รี่ จินนี่ รอน เฮอร์ไมโอนี่ ละเดรโกก็กำลังตามหาเด็ก 2 คนนี้อยู่เช่นกัน
      ในการย้อนเวลานี้ อัลบัสกับสกอร์เปียสใช้คาถาชิงไม้กายสิทธิ์ของเซดริกมาได้ ทำให้เซดริกไม่ชนะในภารกิจแรกนี้ แต่ระหว่างนั้นเครื่องย้อนเวลาได้ดึงเด็ก 2 คนนี้กลับมายังปัจจุบัน ทำให้พวกเขารู้ว่าอยู่ในอดีตได้เพียง 5 นาทีเท่านั้น และทำให้อัลบัสได้รับบาดเจ็บด้วย เมื่ออัลบัสหายดีได้เข้าเรียนปกติกลับพบว่าปัจจุบันได้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เขาอยู่บ้านกริฟฟินดอร์ รอนแต่งงานกับปัทมา พาติล และโรสไม่ได้เกิด เฮอร์ไมโอนี่เป็นอาจารย์จอมเข้มงวด แต่เซดริกก็ตายอยู่ดี อัลบัสสืบจนรู้ว่าพวกเขาเป็นต้นเหตุให้อดีตเปลี่ยนไป เพราะจากการที่ไปในช่วงแข่งขัน ทำให้เฮอร์ไมโอนี่สงสัยในพวกเขา และไม่ได้เป็นคู่เต้นรำของวิคเตอร์ ครัม จนทำให้รอนไม่หึง และไปงานเต้นรำกับปัทมา และเมื่อโตขึ้นก็แต่งงานกัน
เดลฟี่แอบมาพบกับอัลบัสและขอให้คุยกับสกอร์เปียส ทั้งสองแอบมาพบกันที่ห้องน้ำหญิง ทำให้ได้เจอกับเมอร์เทิลจอมคร่ำครวญ จึงรู้ว่าท่อตรงนี้ต่อกับทะเลสาบที่เคยเป็นภารกิจที่สอง พวกเขาจึงย้อนเวลาไปเพื่อไปทำให้เซดริกล้มเหลวอีกครั้ง ด้วยการใช้คาถาทำให้เขากลายเป็นลูกบอลลูนลอยออกไปนอกทะเลสาบ ระหว่างนั้นแฮร์รี่กับเดรโกได้กลับมาที่ฮอกวอตส์จนไปเจอเมอร์เทิล จึงรู้ว่าพวกเขามีเครื่องย้อนเวลาและกลับไปหาเซดริก พอหมดเวลาสกอร์เปียสกลับมายังปัจจุบันอีกครั้งเพียงคนเดียว และพบว่า โดโลเรส อัมบริดจ์เป็นอาจารย์ใหญ่ที่ฮอกวอตส์ ซึ่งเป็นโรงเรียนที่สอนศาสตร์มืด มีผู้คุมวิญญาณลอยเต็มไปหมด แฮร์รี่แพ้สงครามและถูกฆ่าตาย ทำให้อัลบัสไม่ได้เกิดมา 
     สกอร์เปียสได้พบกับเดลฟี่ และได้รู้ว่าเดลฟี่อยู่เบื้องหลังทั้งหมด เดลฟี่ได้ย้อนเวลากลับมาเพื่อจัดการเรื่องทุกอย่างให้เรียบร้อย ทำให้สกอร์เปียสได้พบกับอัลบัสอีกครั้ง ทั้งสองพบว่าพวกเขาอยู่ในอดีต หนึ่งวันก่อนที่โวลเดอร์มอร์จะบุกมาฆ่าครอบครัวพอตเตอร์ พวกเขาจึงรีบเดินทางไปที่ก็อดดริกส์โฮลโลว์ เพื่อหยุดยั้งเดลฟี่ ระหว่างนั้นพวกแฮร์รี่กำลังตามหาลูก  ซึ่งตอนนั้นเดรโกมาบอกแฮร์รี่ว่าเขามีเครื่องย้อนเวลาของจริงที่ไม่ใช่ของต้นแบบที่ย้อนเวลาได้เพียงห้านาที แต่พวกเขาก็ยังไม่รู้ว่าลูก  หลงอยู่ในช่วงเวลาใด
    อัลบัสพยายามหาวิธีติดต่อกับพ่อแม่ในปัจจุบัน และเขาก็รู้ว่าจะสื่อสารกับพ่อได้โดยผ่านทางผ้าห่มเก่าที่ใช้ห่อทารกแฮร์รี่ ซึ่งเขาทิ้งไว้ที่ห้องตอนทะเลาะกับพ่อ และรู้ว่ามันเปื้อน Love Potion อัลบัสต้องผสมปรุงยาและหาไม้กายสิทธิ์เพื่อส่งข้อความถึงพ่อ และในปัจจุบันข้อความที่อัลบัสทำในอดีต ก็ปรากฏที่ผ้าห่มว่า “Dad, help, Godric’s Hollow. 31/10/81” ทำให้พวกแฮร์รี่ตามหาลูกพบ และวางแผนป้องกันไม่ให้เดลฟี่พบกับโวลเดอมอร์ โดยแฮร์รี่ปลอมตัวเป็นโวลเดอมอร์ เพื่อล่อให้เดลฟี่ออกมา เมื่อเธอออกมา ได้บอกว่าเธอคือลูกสาวของเขากับเบลลาทริกต์ที่มาจากอนาคต เธอสามารถพูดภาษาพาร์เซลรวมทั้งเหาะในอากาศได้ คาถาปลอมตัวเสื่อม ทำให้แฮร์รี่ต้องต่อสู้กับเดลฟี่ ในที่สุดพวกแฮร์รี่ได้ออกมาช่วยจับเดลฟี่ไว้ได้ เธอขอร้องและบอกแฮร์รี่ว่าเธอเพียงแค่อยากเจอพ่อเท่านั้น ตอนนั้น
โวลเดอมอร์กำลังมาถึง แฮร์รี่ลังเลเพราะพ่อแม่ของเขากำลังจะถูกฆ่าและเขาทำอะไรไม่ได้เลย เพราะเขาไม่ต้องการเปลี่ยนอดีต พวกเขาได้ใช้เครื่องย้อนกลับในปัจจุบัน และทุกอย่างก็กลับมาสู่สภาวะปกติ

    แปลจากต้นฉบับผลงานชิ้นใหม่ของ "J.K. Rowling, John Tiffany, Jack Thorne" ในรูปแบบ
บทละครเวทีที่เขียนบทโดย Jack Thorne
    "แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับเด็กต้องคำสาป บทละครเวที" ตีพิมพ์ครั้งแรกในฉบับซ้อมใหญ่ เผยแพร่พร้อมละครเวทีซึ่งเปิดแสดงที่เวสต์เอนด์ ลอนดอน เมื่อฤดูร้อนปี ค.ศ.2016 ละครได้รับเสียงชื่นชมล้นหลามทั้งจากผู้ชมและนักวิจารณ์ ในขณะที่บทละครก็กลายเป็นหนังสือขายดีระดับโลกทันที บทละครเวทีฉบับสมบูรณ์นี้ มีเนื้อหาเพิ่มเติมจากฉบับซ้อมใหญ่ รวมถึงบทพูดล่าสุดที่ใช้จริงบนเวทีด้วย


วันอังคารที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2561


ปาฏิหาริย์ร้านชำของคุณนามิยะ (The miracles of the Namiya general store). เคโงะ, ฮิงาชิโนะ. แปลโดย กนกวรรณ เกตุชัยมาศ. กรุงเทพฯ : น้ำพุสำนักพิมพ์, 2560. 506 หน้า. ราคา 295 บาท

ภาพหน้าปก

    หนังสือเรื่องนี้ เริ่มเรื่องด้วยเด็กหนุ่มหัวขโมยสามคนเข้าไปกบดานในร้านชำร้าง แล้วจู่ๆ ก็มีจดหมายลึกลับถูกหย่อนเข้ามาในร้าน มันดูเหมือนจดหมายธรรมดา จนกระทั่งพวกเขาเปิดอ่านและพบว่าเป็นจดหมายที่ส่งมาจากอดีตราวสี่สิบปีก่อน ถึงร้านชำนามิยะ ที่ดูเหมือนว่าร้านชำแห่งนี้มีชื่อเสียงเรื่องรับปรึกษาปัญหาทุกรูปแบบ แต่พวกเขาไม่รู้ว่าทำไมร้านชำนี้จึงติดต่อกับอดีตได้ แต่เมื่อได้อ่านจดหมายแล้ว พวกเขาก็เขียนคำแนะนำให้และส่งกลับไป ซึ่งก็ได้คำตอบ-คำถามกลับมาเหมือนเดิม และในตอนท้ายเด็กหนุ่ม 3 คนยังพบว่าบ้านที่พวกเขาได้เข้าไปขโมยของ และวิ่งหนีมาหลบที่ร้านชำนี้ เป็นคนที่ได้นำคำแนะนำของพวกเขาไปปฏิบัติจนร่ำรวยในปัจจุบัน เพราะได้อ่านจดหมายจากกระเป๋าที่พวกเขาขโมยมา เป็นจดหมายขอบคุณที่เจ้าของจดหมายตั้งใจจะมาส่งที่ร้านชำ แต่ถูกขโมยเสียก่อน
ฮิงาชิโนะ เคโงะ
     เป็นเรื่องที่ผู้เขียนวางพล็อตเรื่องได้ดีเพราะเมื่อตัวละครแต่ละตัวเขียนจดหมายมาขอคำปรึกษาจะเป็นมิติแบน ไม่เห็นความเป็นส่วนตัว แต่อีกฉากจะค่อย เล่าเรื่องให้เห็นมิติที่กว้างขึ้น แต่ละคนมีชีวิตที่น่าสนใจ และน่าติดตาม ทำให้ผู้อ่านรู้สึกไปกับตัวละครแต่ละคนได้ นอกจากนี้ยังสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อ่านได้ด้วย
    แม้ว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับความเหนือจริง ที่มีมิติเวลาในอดีตและอนาคตมาบรรจบกัน แต่เนื้อเรื่องเป็นไปในทิศทางที่ตัวละครส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับสถานสงเคราะห์มารุมิตสึเอ็น ซึ่งในตอนท้ายมีการเปิดเผยว่าผู้ก่อตั้งสถานสงเคราะห์แห่งนี้ เคยเป็นคนรักเก่าของเจ้าของร้านชำนามิยะ

 คนที่เขียนมาขอคำปรึกษาส่วนใหญ่มักมีคำตอบในใจตัวเองอยู่แล้ว ที่เขียนมาก็เพราะอยากได้รับคำยืนยันว่าสิ่งที่ตัวเองคิดถูกต้อง การที่บางคนส่งจดหมายมาอีกหลังจากได้อ่านคำตอบแล้ว คงเป็นเพราะคำตอบที่ได้รับแตกต่างไปจากที่ตัวเองคิดนั่นเอง (หน้า 186
   หนังสือเรื่อง "ปาฏิหาริย์ร้านชำของคุณนามิยะ" มียอดขายกว่า12 ล้านเล่ม และมีการสร้างเป็นภาพยนตร์ทั้งในญี่ปุ่นและจีน
ดูภาพยนตร์ได้ที่ https://www.dailymotion.com/video/x6jyfg6

วันอังคารที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2559

เรื่องรักขนาดใหญ่ของเด็กชายตัวเล็ก (Smal as an elephant). จาคอบสัน, เจนนิเฟอร์ ริชาร์ด. ปณต ไกรโรจนานันท์, แปล. กรุงเทพฯ: แพรวเยาวชน, 2558. 204 หน้า. ราคา 185 บาท.



เนื้อเรื่องว่าด้วยเรื่องราวของเด็กชายคนหนึ่งที่ชื่อ แจ็ก มาร์เทล อายุ 12 ปี ที่ถูกแม่ทิ้งไว้กลางวนอุทยานที่เขาและแม่มาเที่ยวกันในวันหยุดเรียน แม่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย แต่เขาไม่สามารถบอกใครได้ว่าถูกแม่ทิ้ง เพราะเมื่อคนอื่นรู้เขาจะถูกพรากไปจากแม่ทันที เขาต้องคอยหลบหลีกผู้คน ต้องใช้ชีวิตตามลำพังอยู่หลายสิบวัน มีข่าวเกี่ยวกับแจ็กตามหน้าหนังสือพิมพ์ แต่ในบางขณะก็พบผู้ใหญ่ใจดีหลายคนที่ให้ความช่วยเหลือ แต่แจ็กก็รับไว้ไม่ได้ กลัวว่าจะถูกตำรวจจับ และจะส่งตัวกลับไปอยู่กับยายที่แม่ไม่ชอบ และจะไม่ได้พบหน้าแม่อีก แต่มีสิ่งหนึ่งที่แจ็กแน่วแน่ในการกำหนดการเดินทางครั้งนี้ก่อนจะมุ่งหน้ากลับบ้านคือการไปหาช้างในสวนสัตว์ที่รัฐเมน เพราะแจ็กชอบช้างมาก ๆ และแจ็กก็ได้ไปถึงที่นั่นตามที่ตั้งใจ และการเดินทางที่แสนลำบากสำหรับเด็กอายุ 12 ปี ก็สิ้นสุดลงเพราะที่สวนสัตว์นั่น เขาได้พบยายที่รักเขามาก และเข้าใจความแปรปรวนของแม่ที่ทิ้งแจ็กไว้ และตัวเองไปเที่ยวที่อื่นไกลออกไป

  เมื่ออ่านเรื่องนี้จบลง จะรู้สึกถึงความสุขจากเรื่องราวแสนประทับใจ ตลอดเรื่องจะค่อย ๆ พัฒนาให้เห็นว่าทำไมแจ็กจึงสามารถดำเนินชีวิตตัวคนเดียวได้ เพราะตลอดเวลาที่แจ็กอยู่กับแม่ที่บ้าน ก็ถูกทิ้งอยู่ให้อยู่คนเดียวบ่อย ๆ เนื่องจากแม่มีโรคทางจิตที่ไม่รับรู้เรื่องราวของใครนอกจากตัวเอง  ต่อเมื่ออารมณ์หายแปรปรวน จึงค่อยกลับมาบ้าน แจ็กจึงเป็นเด็กที่ดูแลดัวเองได้ แต่การที่มีแม่แบบนี้ แจ็กก็รักแม่มาก ไม่ต้องการให้ใครมาพรากแม่ไป แต่สุดท้ายด้วยความลำบากในการเดินทาง ทำให้เขาเปิดใจรับความรักจากยายที่ติดตามหาเขาตลอดเวลาหลายวัน และรู้ว่าในวัยเด็กของเขา ยายเป็นผู้ดูแลเขาตลอด และเคยพาเขาไปละครสัตว์ ทำให้เขารู้จักช้างและหลงรักช้างมาตลอดตั้งแต่นั้น
    เรื่องราวความรักของเด็กชายตัวเล็กคนนี้ เป็นเหมือนตัวแทนมนุษย์ลูกที่จะบอกแม่ ๆ ทั้งหลายว่าลูกรักแม่มากแค่ไหน และไม่ว่าแม่จะเป็นอย่างไร แม่ก็เป็นคนดีที่สุดในโลกของลูกเสมอ
   หนังสือเรื่องนี้ได้รับรางวัลมากมาย
   "ในแต่ละปี ประเทศสหรัฐอเมริกาจะมีการประกาศรางวัล A Parent’s Choice Awards ให้วรรณกรรมเยาวชนที่กรรมการเห็นว่าเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดที่พ่อแม่ควรซื้อให้ลูกอ่าน ซึ่งเมื่อปี ค.ศ.2011 ความรักขนาดใหญ่ของเด็กชายตัวเล็ก ได้รับรางวัลชนะเลิศเหรียญทอง และพอหนังสือกระจายไปอยู่ในมือนักอ่านแล้ว ก็ได้รับการลงคะแนนให้เข้ารอบสุดท้ายและชนะเลิศรางวัลด้านวรรณกรรมเยาวชนอีกหลายรางวัล ทั้งหมดคือเครื่องการันตีชั้นเยี่ยมว่าเรื่องราวของเด็กชายแจ็ก มาร์เทลทรงพลังไม่น้อย
แจ็ก มาร์เทล พระเอกของเรื่องนี้ ไม่ใช่เด็กดีอะไรมากมาย เขาดื้อรั้น ทำผิด เอาแต่ใจตัวเองเหมือนเด็กทั่วไป แต่สิ่งที่ทำให้แจ็กต่างจากเด็กคนอื่น คือความรักขนาดใหญ่เบ้อเริ่มเทิ่มที่เขาพกติดตัวไว้ตลอดเวลา ขณะเดินทางตามหาแม่ ผู้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย"
ผู้แต่ง เจนนิเฟอร์ ริชาร์ด จาคอบสัน


ยาคุโมะ นับสืบวิญญาณ (Another files) ตอนต้นไม้แห่งคำลวง. คามินากะ, มานาบุ. แปลโดย พลอยทับทิม ทับทิมทอง. กรุงเทพฯ :  เอ็นเธอร์บุ๊คส์,  2559.  234 หน้า.  ราคา 189 บาท.

   ยาคุโมะ นักสืบดวงตาซ้ายสีแดงที่เห็นวิญญาณ เล่มนี้เป็นเรื่องราวในอดีตของอิชิอิ ตำรวจหนุ่มจอมขี้ขลาดแห่งหน่วยสืบสวนคดีพิเศษ เรื่องราวเริ่มจากการที่อิชิอิ เห็นศพในที่เกิดเหตุ อดีตเมื่อสิบปีก่อนที่เขาคิดว่าได้ฆ่าใครบางคนตาย และเจ้าตัวอยากลืมใจจะขาดก็หวนคืนมาอีกครั้ง... และยังมีคำให้การของผู้ต้องสงสัยกับพยานซึ่งมีส่วนที่เหมือนแต่ก็มีส่วนที่ไม่เหมือนกัน และเรื่องที่เพื่อนของฮารุกะถูกวิญญาณใครบางคนเข้าสิงอีก ซึ่งเป็นเรื่องที่ซับซ้อนวุ่นวาย แต่เมื่อยาคุโมะลงมือสืบกับวิญญาณทั้งที่ถูกฆ่าในปัจจุบันและอดีต ทำให้รู้ว่าเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวพันกัน คือ พี่น้องสองสาวรักผู้ชายคนเดียวกัน ซึ่งในอดีตพี่สาวคนพี่ถูกผลักตกบันไดศาลเจ้า แต่ตำรวจไม่มีหลักฐานจึงคิดว่าเป็นอุบัติเหตุ และในปัจจุบันน้องสาวได้มาเป็นคู่หมั้นของชายคนรักของพี่สาว แต่ด้วยความแค้นที่คิดว่าถูกคนรักฆ่า พี่สาวจึงเข้าสิงร่างน้องสาว แต่เมื่อฆ่าสำเร็จจึงรู้ว่าน้องสาวของเธอต่างหากที่ผลักเธอตกบันได เธอจึงต้องไปสิงเพื่อนของฮารุกะ เพื่อจะได้กลับมาฆ่าน้องสาว ส่วนที่อิชิอิคิดว่าเป็นคนฆ่า เขาเพียงคิดไปเอง 

    เนื้อเรื่องซับซ้อนซ่อนเงื่อน ตามแบบฉบับของยาคุโมะ และเมื่อเรื่องราวถึงบทสรุป ผู้อ่านจะรู้สึกว่าเรื่องมันหักมุม ผู้ร้ายจะเป็นคนที่เราคาดไม่ถึง สนุกเหมือนเดิม แต่ตอนนี้เนื้อเรื่องเป็นของคนใกล้ตัวของยาคุโมะ ไม่ใช่เรื่องราวชีวิตหนัก ๆ ของยาคุโมะ ทำให้ผู้อ่านอ่านได้ไม่เครียดมาก
   

วันพุธที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ชายไร้สีกับปีแสวงบุญ (Colorless Tsukuru Tazaki and His years of Pilgrimage). ฮารูกิ มูราคามิ, เขียน ; มุทิตา พานิช, แปล. ปทุมธานี : กำมะหยี่, 2557. 306 หน้า. 300 บาท
          เป็นเรื่องเล่าของชายหนุ่มที่ชื่อทสึคุรุ  ทะซากิ ซึ่งเมื่อตอนอยู่โรงเรียนมัธยมจะมีกลุ่มเพื่อนสนิทอยู่ 4 คน ซึ่งในชื่อทุกคนจะมีสีอยู่ด้วย คือ แดง น้ำเงิน (เพือนผู้ชาย) และดำ ขาว (เพื่อนผู้หญิง) มีเพียงทสึคุรุที่ไม่มีสีอยู่ในชื่อ เป็นกลุ่มเพื่อนที่มีความสุข ทำกิจกรรมร่วมกัน ไม่มีใครเข้ามาได้ในกลุ่มนี้ แต่เมื่อต้องเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ทสึคุรุเลือกเรียนเกี่ยวกับการสร้างสถานีรถไฟ ซึ่งมีมหาวิทยาลัยเพียงแห่งเดียวที่สอนทางด้านนี้อยู่ที่โตเกียว ทำให้ต้องแยกกับเพื่อน ๆ ที่เลือกเรียนมหาวิทยาลัยใกล้บ้านคือแถวนาโงยะ แต่เมื่ออยู่ปี 2 เพื่อน ๆ 4 คนกลับตัดขาดกับทสึคุรุ โดยไม่บอกสาเหตุใด ๆ ทั้งสิ้น ทำให้โลกของทสึคุรุดับมืดลง เป็นชายไร้สีโดยสมบูรณ์ และหมดอาลัยตายอยากในชีวิต เฝ้าแต่คิดถึงความตายตลอดครึ่งปีต่อมา แต่เมื่อความเศร้าทุเลาลง ชีวิตดำเนินต่อไปอย่างโดดเดี่ยวที่กรุงโตเกียว ไม่มีข่าวคราวจากเพื่อน ๆ ตลอด 16 ปีต่อมา
          เมื่อทสึคุรุได้พบกับผู้หญิงคนหนึ่งที่ชื่อสาละ ได้บอกว่าทสึคุรุมีความหลังที่ฝังใจทำให้มีความสุขกับเธอไม่เต็มที่ ทสึคุรุน่าจะกลับไปสืบหาสาเหตุที่เพื่อน ๆ ของเขาตัดขาดออกจากกลุ่ม และเมื่อทสึคุรุได้พบเพื่อน ๆ ก็ได้ทราบว่าเพื่อนที่ชื่อขาว (ซึ่งตอนนั้นได้เสียชีวิตแล้ว) ได้บอกกับกลุ่มเพื่อนว่า ทสึคุรุได้ข่มขืนเธอเมื่อเธอมาเยี่ยมเขาที่โตเกียว ทุกคนเชื่อว่าทสึคุรุไม่ได้กระทำการเช่นนั้นแน่ แต่จำเป็นต้องอยู่เป็นเพื่อนของขาวที่ป่วยทางจิตอยู่ และคิดว่าทสึคุรุสามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องมีเพื่อน ๆ หลังจากนั้น ทสึคุรุได้กลับบ้านโดยไม่มีความหลังฝังใจ และตั้งใจว่าจะขอสาละให้มาเป็นคนรัก และอยู่ด้วยกัน แต่สาละก็ยังไม่ให้คำตอบโดยเลื่อนไปอีก 3 วันจึงจะพบกันและให้คำตอบ เนื้อเรื่องจบลงเพียงแค่นี้ แต่คำบรรยายตลอดช่วงหลัง ๆ ผู้อ่านจะทราบว่า ทสึคุรุมีความรู้สึกปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะอยู่กับสาละมาก และบางคำตอบของสาละก็ให้ความรู้สึกที่เป็นความหวัง
          นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าไปเรื่อยของ ทสึคุรุ ทาซากิ ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น และให้ความรู้สึกโดดเดียว หรือเหงา ๆ เพราะ ทสึคุรุมีเพื่อนน้อยมาก และชีวิตก็ไม่โลดโผน เรียนจบและทำงานทางด้านการสร้างสถานีรถไฟฟ้า ค่อนข้างมีฐานะ ชีวิตไม่เดือดร้อนอะไร และไม่มีความทะยานอยากได้ใคร่ดี แต่ในช่วงที่ทสึคุรุจะกลับไปพบเพื่อน ๆ เพื่อถามถึงเหตุผลของการตัดเขาออกจากกลุ่ม เป็นช่วงที่น่าติดตามอย่างมาก เพราะผู้อ่านก็ต้องการทราบเหมือนกัน นอกจากนี้ยังมีการบรรยายเกี่ยวกับสถานีรถไฟฟ้าในกรุงโตเกียวที่ทำได้ดีมาก สามารถเห็นภาพการจัดการที่ดีในหมู่คนที่มีความชุลมุนโกลาหล  

          ในเนื้อเรื่องจะมีการพูดถึงบทเพลงหนึ่งอยู่ค่อนข้างมาก คือเพลง เลอ มาล ดู เป อี ซึ่งแปลว่า  คิดถึงบ้านหรือ  จิตใจที่หม่นมัว- ตามคำบอกเล่าของ ไฮดะ ทุกครั้งที่  ทสึคุรุ  ฟังเพลง  "เลอ  มาล  ดู  เปอี"  ก็จะนึกถึง  ขาว  เสมอเพราะขาว  ชอบเล่นเพลงนี้ ซึ่งในเรื่องก็สามารถบรรยายให้ผู้อ่านรู้สึกได้ว่า เป็นเพลงที่ให้ความรู้สึกเหงา เศร้า อ้างว้าง ได้เป็นอย่างดี จนผู้อ่านอยากหามาฟังเพื่อให้อินกับเนื้อเรื่องมากยิ่งขึ้น (Le mal du pays ของ Franz Liszt หาฟังได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=XZlO_mNYCL8

วันพฤหัสบดีที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ร้านหนังสือ 24/7 ของคุณเพนุมบรา

ร้านหนังสือ 24/7 ของคุณเพนุมบรา (Mr. Penumbra' 24-hour bookstore) สโลน, โรบิน. แปลโดย ศรรวริศา เมฆไพบูลย์. ปทุมธานี : กำมะหยี่, 2557. 297 หน้า. ราคา 260 บาท.


เคลย์ เจนนอน เป็นพนักงานกะดึกที่ ร้านหนังสือ 24 ชั่วโมงของคุณเพนุมบรา ซึ่งเป็นร้านหนังสือเล็ก ๆ ในนครซานฟรานซิสโก ร้านนี้มีมุมหนึ่งเป็นหนังสือมือสอง แต่อีกมุมจะเป็นชั้นหนังสือที่ลึกและสูงเหมือนป่าต้นสน ที่เคลย์เรียกว่าชั้นหนังสือสุดซอย และเป็นส่วนที่คุณเพนุมบราไม่อนุญาตให้พนักงานร้านเปิดอ่านเด็ดขาด มีหน้าที่แค่หยิบหนังสือมุมนี้ให้ลูกค้าที่เป็นสมาชิก ซึ่งต้องนำเล่มเก่ามาคืนก่อน จึงจะยืมเล่มใหม่ออกไปได้ นอกจากนี้เคลย์ยังมีหน้าที่จดบันทึกเหตุการณ์ไว้ในสมุดบันทึกประจำวัน แต่ร้านนี้มักจะไม่มีลูกค้าเข้าร้าน เคลย์จึงคิดเขียนโค้ดเพื่อทำ  Data Visualization ด้วยข้อมูลจากสมุดที่เขาต้องบันทึกทุกวันมาทำเป็นภาพสามมิติในเครื่องแมคของตัวเอง ทำให้เคลย์ได้พบว่าการยืมหนังสือเหล่านั้นมีแพทเทิร์นที่ทำให้เกิดภาพบางอย่างขึ้นมา และต่อมาได้ร่วมมือกับแคต โพเทนต์ สาวทำงานที่ Google ซึ่งก็ได้นำเทคโนโลยีจาก Google มาช่วย ทำให้ได้หน้าของผู้ก่อตั้งสมาคมลับที่ชื่อว่า สมาคมสันหนังสือสนิทจากนั้นเคลย์และเพื่อน ๆ ก็เข้าไปสู่สมาคมลับที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่นครนิวยอร์ก
สมาคมสันหนังสือสนิทเป็นสมาคมที่พยายามไขปริศนาจากโคเด็กซ์วิเท (หนังสือชีวประวัติ) ของผู้ก่อตั้งสมาคมที่ชื่อ อัลดัส แมนิวเทียส มาหลายร้อยปี เพื่อหาความลับของการมีชีวิตนิรันดร์ ซึ่งเคลย์และแคตสนใจที่จะร่วมไขปริศนาด้วย แต่เป็นไปในทางนำเทคโนโลยีจาก Google มาช่วยค้นหาปริศนานั้น แต่แล้วความลับทั้งหมดกลับไปอยู่ที่แม่พิมพ์ต้นแบบของกริฟโฟ แกร์ริตส์ซูนที่เป็นเพื่อนรักของ อัลดัส แมนิวเทียส ที่ส่งสารแห่งความเป็นนิรันดร์มา
     เป็นหนังสือที่นำเอาบุคคลจริง  เหตุการณ์จริง หนังสือจริง มาผสมผสานกับองค์กรขนาดยักษ์อย่าง Google บวกกับจินตนาการของผู้เขียนอย่างสมาคมลับได้อย่างพอเหมาะ เป็นหนังสือที่อ่านสนุก แฝงไว้ด้วยอารมณ์ขันตลอดเวลา แม้จะมีเรื่องสมาคมลับ การค้นหาชีวิตนิรันดร์ แต่ไม่มีเรื่องความรุนแรง อาฆาต
    ยิ่งกว่านั้น เรื่องนี้ยังพาผู้อ่านเข้าไปดูการทำงานของ Google เลยทีเดียว และน่าตื่นตายิ่งขึ้นในฉากที่ต้องไขปริศนาโคเด็กซ์วิเทของอัลดัส แมนิวเทียส ด้วยการระดมเครื่องคอมพิวเตอร์ของ Google  มาช่วยกันทำงานให้ ทำให้การไขปริศนาว่าด้วยชีวิตนิรันดร์ที่ต้องใช้เวลาเป็นร้อย ๆ ปี ที่สมาชิกของสมาคมทำอยู่ เหลือเพียง 1 วัน
   จริง ๆ ตอนจบของหนังสือเรื่องนี้ค่อนข้างหักมุม เพราะการไขปริศนาจบลงแบบง่าย ๆ ไม่ต้องอาศัยศูนย์ข้อมูล เทคโนโลยีทันสมัยใด ๆ การไขปริศนาอยู่ที่ตัวพิมพ์ต้นแบบของแกร์ริตส์ซูนนั่นเอง เพราะการประดิษฐ์ตัวพิมพ์นี้ ก่อให้เกิดการทำหนังสือ และแม้แต่เทคโนโลยีสมัยใหม่ก็ต้องใช้ตัวอักษรแกร์ริตส์ซูนที่ถูกกำหนดเป็นค่ามาตรฐานของตัวอักษร ทำให้แกร์ริตส์ซูนยังอยู่ทุก ๆ ที่รอบตัวเรา  มีความเป็นอมตะตลอดกาล
 “เรื่องเล่าอันงดงามที่เสริมด้วยการใช้ข้อเท็จจริงอย่างกล้าหาญ (เช่น มีกูเกิล และสำนักงานจริงในเรื่อง) นำเราสู่โลกลี้ลับแห่งความลวงและการคาดเดา เป็นประสบการณ์การอ่านที่ทรงพลังและอัศจรรย์เกินปฏิเสธได้
จอร์จ ซอนเดอร์, นิตยสาร บลิป
นิก ฮาร์คาเวย์


 “หนังสือมองโลกในแง่ดีเล่มนี้ พูดถึงการพบกันของเทคโนโลยีสมัยใหม่และปริศนายุคกลาง เป็นแผนที่นำไปสู่ความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างโลกเก่าและโลกใหม่

โรบิน สโลน ผู้แต่งหนังสือนี้

วันอังคารที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2558

คนนอก

คนนอก. กามู, อัลแบร์. อำพรรณ โอตระกูล, แปล.  พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ : สามัญชน, 2533. ราคา 48 บาท

คนนอกเป็นเรื่องราวของชายชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งชื่อเมอโซ มีอาชีพเป็นพนักงานประจําบริษัทแห่งหนึ่งในเมืองอัลเจียร ประเทศอัลจีเรีย (ในขณะนั้นยังเป็นเมืองขึ้นของประเทศฝรั่งเศสอยู่) ที่ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย และมีความสุขในชีวิตอย่างธรรมดา ไม่สุขล้นเหลือ ไม่ทุกข์มากมาย ทำงานตามหน้าที่ๆ ควรจะเป็น
        เนื้อเรื่องแบ่งออกเป็น 2 ภาค
ภาคแรก เรื่องราวในภาคนี้เมอโซจะพูดถึงชีวิตของตนเองและเพื่อน โดยเริ่มต้นขึ้น เมื่อเมอโซทราบข่าวการตายของแม่ ที่อาศัยอยู่ที่บ้านพักคนชรา เขาต้องไปเฝ้าศพแม่ในคืนนั้นเขา เขาปฏิเสธที่จะให้คนเปิดฝาโลงศพเพื่อดูหน้าแม่เป็นครั้งสุดท้าย และยังสูบบุหรี่ต่อหน้าโลงศพด้วย อีกทั้งยังดื่มกาแฟใส่นมและนอนหลับได้
เสร็จสิ้นพิธีฝังศพ เขาก็กลับไปพบกับหญิงคนหนึ่งชื่อ มารี ทั้งสองไปว่ายน้ำและดูหนังด้วยกัน ทั้งสองเริ่มสนิทขึ้นเรื่อยๆ มารีถามกับเขาว่ารักเธอรึเปล่า เขาไม่ตอบว่ารักหากแต่เขาบอกว่าเขาพร้อมจะแต่งงานกับเธอหากเธอต้องการ
เมอโซมีเพื่อนบ้านสองคน คนหนึ่งเป็นชายแก่ชื่อซาลามาโน เลี้ยงหมาที่เป็นหมาขี้เรื้อน ดูเหมือนจะไม่ดีต่อสุนัขเท่าไร เขาไม่ยอมให้สุนัขหยุดฉี่ ไม่ยอมพาเดินออกนอกเส้นทาง เมื่อมันฝืนเขาก็จะตีและด่ามันจนมันหมอบด้วยความกลัว แต่เขาก็รักมัน เพราะเขามักจะพาหมาขี้เรื้อนของเขาไปเดินเล่นสองครั้งต่อวัน เป็นกิจวัตรที่ไม่เคยเปลี่ยน เขาได้สุนัขตัวนี้มาหลังจากภรรยาตายได้ไม่นาน วันหนึ่ง เมื่อหมาขี้เรื้อนของเขาหายไป เขาก็กระวนกระวายและพยายามตามหามัน สุดท้าย เมอโซได้ยินเสียงประหลาดลอดช่องฝากระดาน ทำให้เขารู้ว่า ตาแก่ซาลามาโนร้องไห้ 
ส่วนอีกคนชื่อเรมอนด์มีเมียเป็นคนอาหรับ ซึ่งเขาจับได้ว่ามีชู้ ทำให้อยากลงโทษเธอ เรมอนด์จึงปรึกษาเมอโซว่าจะทำอย่างไรถ้าเป็นเขา สุดท้าย เมอโซลงมือร่างจดหมายฉบับหนึ่งเพื่อด่าว่าหญิงสาวคนนั้นให้แก่เรมอนด์ นั่นทำให้เรมอนด์ประทับใจมาก และถือเมอโซเป็นเพื่อนคนหนึ่ง
    เมอโซ มารี และเรมอนด์ ไปเที่ยวทะเลที่บ้านเพื่อนคนหนึ่ง ก่อนออกเดินทาง พวกเขารู้สึกได้ว่ามีกลุ่มชาวอาหรับติดตามอยู่ เรมอนด์คาดได้ทันทีว่า นั่นเป็นพี่ชายของเมียของเขาที่กำลังมีเรื่องกันอยู่ และพวกเขาได้เจอชาวอาหรับกลุ่มนั้นอีกเมื่อเดินทางไปถึงทะเล จนเมื่อต้องปะทะกัน เมอโซซึ่งรู้จักนิสัยเพื่อนดี พูดจาปรามเพื่อนเพื่อให้เหตุการณ์ไม่รุนแรง เขาสามารถเอาปืนมาเก็บเอาไว้ที่ตัวได้ แทนที่จะให้เป็นเรมอนด์ที่เป็นคนถือปืนเอาไว้ การปะทะกันครั้งนั้นต่างฝ่ายต่างบาดเจ็บ เมื่อเรื่องยุติลง ต่างคนแยกจากกัน แต่แล้วแทนที่เมอโซจะขึ้นบ้านพักไปกับเรมอนด์ เมอโซกลับออกมาเดินที่ชายหาดเพียงลำพังอีกครั้ง และบังเอิญเจอกับชาวอาหรับกลุ่มเดิม พระอาทิตย์ส่องแสงแรงจ้า ร่างกายที่เหงื่อชุ่ม โดยไม่มีเหตุผลใดอธิบายได้ เขาเหมือนเห็นแสงสะท้อนของใบมีดที่กระทบกับดวงอาทิตย์ มันทำให้เขาคว้าปืนออกมายิงหนึ่งนัดจนอีกฝ่ายล้มลง และยิงซ้ำต่อไปอีก 4 นัด
ภาคสอง  เมอโซจะเลาถึงชีวิตของตนภายหลังถูกจับกุมในข้อหาฆ่าคนตาย โดยเฉพาะรายละเอียดเกี่ยวกับกระบวนการไตสวนคดีของเขาในศาล ซึ่งผลการสอบสวนกลับเป็นเรื่องที่ว่า ทำไมเมอโซจึงให้แม่ไปพักอยู่ที่บ้านพักคนชรา ทำไมเมอโซจึงไม่ร่ำลาแม่ที่หลุมศพ ทำไมเมอโซจึงไม่รู้อายุของแม่ ทำไมเขาจึงไม่ร้องไห้ในพิธีศพ และไปว่ายน้ำหลังจากวันฝังศพของแม่ และเริ่มมีความสัมพันธ์กับหญิงคนหนึ่ง ซ้ำยังไปดูหนังตลก
        ความเห็นของอัยการ ที่มีต่อคดีฆาตกรรมของเมอโซเป็นว่า "คดีนี้จึงเป็นคดีที่สกปรกโสมมที่สุดในบรรดาที่เคยมีมา เพราะจำเลยเป็นผู้มีศีลธรรมเสื่อมอย่างมหันต์"
ผู้พิพากษา ได้กล่าวกับเขาด้วยฐานความเชื่อของชาวคริสเตียน "ผมไม่เคยเห็นดวงวิญญาณใดชาเย็นเหมือนดวงวิญญาณของคุณ อาชญากรที่มาอยู่ต่อหน้าผมมักจะร้องไห้ต่อหน้ากางเขน ภาพแห่งความทุกข์ของพระองค์เสมอ"
ทนายของเมอโซ เกลี้ยกล่อมให้เขาแสดงความเสียใจต่อการจากไปของแม่ต่อหน้าศาล แต่เมอโซเลือกจะแสดงออกในแบบที่เขาเป็น ไม่ใช่แบบที่สังคมคาดหวังจะเห็น
          คดีดำเนินไปโดยที่เมอโซมีส่วนร่วมน้อยมาก ดูเหมือนว่าเขากลายเป็นผู้สังเกตการณ์ในคดีที่เขาเป็นจำเลยเอง ซึ่งลงเอยด้วยคําตัดสินประหารชีวิต มิใช่โทษฐานที่ฆ่าชาวอาหรับตาย แต่โทษฐานที่ ฆ่ามารดาทางจิตใจ
อัลแบร์ กามู
เขาพูดกับทนายของตนไว้ว่า แน่ละนี่มันสนามของคุณนี่ เกมของคุณ ผมมันคนนอก ผมแค่ยืนดูพวกคุณเล่นเกมน้ำลาย และเอ่ยถึงคำว่าศีลธรรมกันจนน่าสะเอียน จบเกมคุณลากคอผมขึ้นเครื่องประหารกิโยตินโดยที่ผมไม่ได้แม้จะบอกกล่าวความคิดของตัวเอง
เรื่องมาจบลงในวันสุดท้าย ก่อนที่เมอโซจะถูกนําไปสู่ลานประหารชีวิต

นวนิยายเล่มนี้เป็นบทประพันธ์เรื่องเด่นของอัลแบร์ กามู (1913-1960)  ผู้ได้รับรางวัลโนเบลในปี 1957 ภาคภาษาไทยออกเผยแพร่ในปี 2510 จากฝีมือแปลของอําพรรณ โอตระกูล หนังสือเล่มนี้เป็นแรงบันดาลใจสําคัญต่อนักศึกษาและปัญญาชนในยุคที่เรียกกันต่อมาว่า ยุคฉันจึงมาหาความหมาย”