วันจันทร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2555

พลิกกฎล่า

ซิลวา, แดเนียล.  พลิกกฎล่า =  Moscow rules.   ไพบูลย์ สุทธิ, แปล.  กรุงเทพฯ : ไครม์แอนด์มิสทรี, 2554.  390 หน้า.  268  บาท.

         เรื่องราวในตอนนี้เปลี่ยนจากโลกอาหรับไปสู่ประเทศรัสเซียใหม่ ที่กำลังเปลี่ยนจากประเทศคอมมิวนิสต์พัฒนาสู่ประเทศประชาธิปไตย เริ่มเรื่องด้วยความตายของนักข่าวชาวรัสเซียคนหนึ่ง ที่มีความลับเกี่ยวกับนักค้าอาวุธชาวรัสเซียคนหนึ่ง ต่อมานักข่าวชาวรัสเซียอีกคนก็ติดต่อมาว่าต้องการพบเกเบรียล อัลลอน เท่านั้น เพื่อบอกความลับให้ แต่ไม่ทันใดนักข่าวคนนั้นก็ถูกฆ่าต่อหน้าทีมงานของเกเบรียล อัลลอน และเมื่อสืบสวนมากขึ้นทำให้ทราบว่านักค้าอาวุธชาวรัสเซียคนนั้นเป็นอดีตเคจีบีที่เบื้องหลังได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลรัสเซีย และเป็นผู้มีอิทธิพล กำลังค้าอาวุธร้ายแรง และไม่สนใจว่าจะขายให้ใคร แม้จะขายต่อให้อัลกออิลดะห์ที่จะเป็นอันตรายต่อโลกเสรี ทำให้องค์กรของเกเบรียล ต้องร่วมมือกับสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และฝรั่งเศส วางแผนการอย่างรอบคอบและยอมเสี่ยงเข้าประเทศรัสเซียเพื่อไปหาแหล่งข่าวคนสำคัญ ซึ่งก็คือภรรยาของนักค้าอาวุธคนนั้นเอง เพื่อหยุดยั้งการค้าอาวุธครั้งนี้ให้ได้ ซึ่งในที่สุดก็ยับยั้งการขายอาวุธร้ายแรงนั้นได้ แต่กาเบรียลก็บาดเจ็บสาหัสปางตาย
          อ่านตอนนี้แล้วรู้สึกว่าเกเบรียลไม่เก่งเหมือนตอนอื่น ๆ ที่พบกับพวกอาหรับ ถูกจับได้ถึง 2 ครั้ง และรอด  มาได้ด้วยความบังเอิญ เพราะมีคนในองค์กรเอฟเอสบี (หน่วยงานที่ทำหน้าที่เหมือนซีไอเอของอเมริกา) แปรพักตร์ คอยช่วยเหลืออยู่ ทำให้เห็นว่า พวกสายลับรัสเซียเก่งกว่าของอิสราเอลมาก และเมื่อแผนการที่วางไว้เกิดผิดพลาด ตัวเกเบรียลก็ดุ่ม ๆ จะไปช่วยเหลือภรรยานักค้าอาวุธ โดยไม่มีการวางแผนเผื่อหนีไว้อีกทาง เหมือนไปตายเอาดาบหน้า ซึ่งไม่ใช่บุคลิกของเกเบรียล เลย และก็จบลงด้วยนักค้าอาวุธคนนั้นก็อยู่ได้ต่อไปอย่างสบายในประเทศรัสเซีย ผิดกับตอนอื่น ๆ ที่องค์กรหรือตัวเกเบรียลจะไปจัดการกับตัวการใหญ่ อ่านแล้วรู้สึกว่าตัวเกเบรียลแก่ไปถนัดใจ ไม่น่าจะสู้กับใครได้อีกแล้ว แต่การดำเนินเรื่องก็ทำให้ผู้อ่านรู้สึกว่าจะมีตอนต่อไปอีก เพราะตัวการใหญ่ยังคงมีอิทธิพล และอาจวางแผนแก้แค้นอยู่


แดเนียล ซิลวา ผู้แต่ง
          อย่างไรก็ตาม เนื้อเรื่องโดยรวมก็ยังอ่านสนุก มีลุ้นระทึกตลอดว่าจะทำสำเร็จหรือไม่ การดำเนินเรื่องเร็ว มีการสลับฉากต่าง ๆ ในเวลาเดียวกัน เหมือนดูหนังสายลับที่สนุก ๆ อ่านแล้ววางไม่ลงจริง ๆ 


วันพฤหัสบดีที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2555

การรับจำนำข้าว


เปรียบเทียบโครงการประกันราคาข้าว กับการรับจำนำ
โครงการประกันราคา
โครงการประกันราคา เป็นโครงการที่เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เพื่อแก้ปัญหาการคอรัปชันจากการรับจำนำจากรัฐบาลชุดก่อน เพื่อเป็นการประกันว่า
เกษตรกรจะขายข้าวได้ไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นบาท และอาจจะปรับขึ้นในปีต่อไป
ข้อดี

- เป็นการประกันว่าชาวนาจะขายข้าว ได้ไม่ต่ำกว่าหมื่นบาท (และจะปรับขึ้น ในปีต่อไป) แม้ว่าราคาข้าวในท้องตลาดจะเป็นเท่าไรทางรัฐจะชดเชยส่วนที่ขาดหายไปให้
- จำนวนเกษตรกรจะได้รับประโยชน์จากโครงการนี้มากกว่า
- ราคาข้าวจะเป็นไปตามกลไกตลาดไม่มีการบิดเบือน
- ปัญหาทุจริตคอรัปชันจากเจ้าหน้าที่รัฐมีน้อยมากเพราะเงินสู่มือชาวนาโดยตรงผ่านธนาคาร ธ.ก.ส.
- แม้เกิดภัยพิบัติจากน้าท่วม,ศัตรูพืช ระบาดชาวนาก็จะยังได้ส่วนต่างแม้ไม่มีผลผลิต

ข้อเสีย

- รัฐต้องจ่ายเงินไปสู่เกษตรโดยตรง ทำให้รัฐต้องจ่ายเงินเพื่อการนี้เป็นจำนวนมากโดยไม่ได้อะไรกลับมา 
- มีการแจ้งการทำนาที่เป็นเท็จ เช่นทำนา 10 ไร่บอกว่า 20 ไร่ แม้จะมีประชาคมแต่บ้างครั้งต่างก็เกรงใจกันไม่กล้าคัดค้านหรืออาจเนื่องจากต่างคนต่างแจ้งเท็จด้วยกัน เรื่องนี้มีบ่นกัน มาก
- ทำให้ราคาข้าวไม่ขึ้นเกินหนึ่งหมื่นบาทเพราะพ่อค้ารับซื้อรู้ว่ารัฐจ่ายส่วนต่างให้เกษตรแล้วเหมือน
รัฐกดราคาข้าวไม่ให้เกินหนึ่งหมื่นบาท
- การจ่ายเงินส่วนต่างจะจ่ายให้แค่25 ตัน ถ้าใครได้เกินกว่า 25 ตัน ไม่ได้รับส่วนต่าง
- คิดให้ผลผลิตข้าวที่ 500 กก. ต่อไร่ ถ้าใครทำได้มากกว่านั้นก็ไม่ได้

โครงการรับจำนำ
โครงการรับจำนำข้าว เป็นโครงการที่เกิดขึ้นในสมัยพรรคไทยรักไทยเป็นรัฐบาล และมาหยุดโครงการดังกล่าวในรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากพรรคประชาธิปัตย์เห็นว่า มีช่องโหวในเรื่องของการคอรัปชัน ในขณะที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยได้ก้าวเข้ามาครั้งนี้ จึงนำนโยบายดังกล่าวกลับมาใช้อีกครั้งหนึ่ง
ข้อดี

- จากการประกาศจำนำราคาข้าวที่ 15,000 บาท ชาวนาจะได้รับเงิน 15,000 เลย (กรณีข้าวมีความชื้นที่15 เปอร์เซนต์) ซึ่งเป็นเงินสด
- ชาวนา มีข้าวเท่าไรก็ขายได้ตามจำนวนผลผลิตที่ได้ เช่น หากทำนา มีข้าว 10 ตัน ก็ได้ทั้ง 10 ตัน เป็นเงิน 150,000 บาท
-ชาวนาจะได้รับเป็นเงินสดทันทีเมื่อขายข้าว
- จะทำให้ราคาข้าวในท้องตลาดเพิ่มขึ้น เนื่องจากถ้าพ่อค้าไม่รับซื้อในราคาสูงก็ไม่มีข้าวขายเพราะรัฐจะซื้อเองหมด
- รัฐบาลสามารถควบคุมราคาซื้อ-ขายข้าวได้ (ในการส่งออกและบริโภคภาย ในประเทศ)

ข้อเสีย
  
- จากอดีตที่ผ่านมามีการคอรัปชันสูง ทำให้รัฐต้องขาดทุนปีละหลายหมื่น ล้าน
- รัฐอาจต้องสร้างโกดังไว้เก็บข้าวเอง จำนวนมาก
- เป็นการ บิดเบือนกลไกตลาดทำให้ รัฐต้องใช้เงินจำนวนมากไปซื้อข้าวซึ่งรัฐไม่น่าจะมีเงินมากมาซื้อข้าวชาวนาได้ทั้งหมดในกรณีที่พ่อค้าไม่รับซื้อข้าวแข่ง
- รัฐต้องเสียเงินจำนวนไม่น้อยในการสต๊อกข้าวและรักษาคุณภาพข้าวจำนวนมากถ้าขายข้าวไม่ได้
- อาจมีข้าวจากต่างประเทศเข้ามาสวมสิทธิ์

วันจันทร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ในคอลัมน์ เปลว สีเงิน ได้กล่าวถึง น.ส. ยิ่งลักษณ์ ได้น่าสนใจ ตรงกับใจมาก ดังนี้
    พูดไม่เพราะ เสียงไม่หวาน ไม่เป็นไร แต่เป็นนายกฯ พูดแล้ว แต่ละเรื่อง-แต่ละคำกลวงโบ๋ โชว์ความเวิ้งว้างในช่องกะโหลกนี่ซี นอกจากทำให้หมดราคาแล้ว พลอยทำให้ตำแหน่งนายกฯ ไทย "เสียราคา" ไปด้วย!
    ในขณะที่ "พม่า" ขึ้นหน้า-ขึ้นตา เกรียวกราวกระฉ่อนโลกด้วย "กึ๋นสตรี" อย่างนางอองซาน ซูจี  ทุกครั้งที่ปรากฏตัวบนเวทีโลก ทั้งที่ไม่มีตำแหน่งทางการเมืองใหญ่โต
    พลันเมื่อเธอพูด ด้วยความเป็น "อองซาน ซูจี" คนฟังทั้งห้องเป็นต้องลุกขึ้นยืน พร้อมตบมือกึกก้องยาวนาน ด้วยประทับใจและให้เกียรติ ทำให้ชาวพม่าในต่างบ้าน-ต่างเมืองพลอยมีหน้า-มีตาไปด้วย
    ตรงข้ามกับ "กึ๋นสตรี" อย่างนางสาวยิ่งลักษณ์ มีตำแหน่งใหญ่โต เป็นถึงนายกรัฐมนตรีประเทศหนึ่ง ถึงอ่านโพยก็ไม่ผิดแปลกตรงไหน แต่แม่คุณอ่านครั้งใด ไม่ว่าภาษาไทยหรือภาษาเทศ คนฟังต้องกลั้นหายใจ อ่านผิดได้-ผิดดี มีที่คนฟังตีมือบ้างเหมือนกัน
    แต่ไม่ใช่ตีเพราะประทับใจ หากแต่ตีเพราะขำจนกลั้นไม่ไหว
    นายกฯ ไทย "โชว์ตลกโลก" ทุกเวที!
    แทนที่จะอายบ้าง กลับไม่รู้สึก แถมชอบเหมาเรือบินยกลำไปประเทศโน้น-ประเทศนี้ประจำ ถ้าคิดว่า วิธีนี้คือวิธี "หนีประชุมสภาฯ" ที่เนียนและสนุกที่สุด ก็แล้วไป
    จะไปพูด ไปอ่านโพยอะไรก็อ่านไปเถอะ ขออย่างเดียว อย่าเที่ยวไปคุยทำนองว่า จะเป็นตัวกลางช่วยไกล่เกลี่ยกรณีพิพาทเกาะเตียวหยูระหว่างจีนกับญี่ปุ่นเข้าเชียว
    ถึงนายกฯ ที่สวย เพียบพูนด้วยเสน่ห์ และแสนฉลาด ไม่รู้สึกไม่อาย แต่คนไทย "หน้ามุดดิน" กันทั้งประเทศไปหมดแล้ว รู้มั้ย?!"

วันจันทร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2555

สมุดขบ


ประภาส ชลศรานนท์.  สมุดขบ. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ : เวิร์คพอยท์,  2550.  [320] หน้า. 170 บาท
สมุดเล่มเล็ก ๆ ที่ใส่ข้อคิดของประภาสไว้ มีคำแปลภาษาอังกฤษด้วย การจัดรูปเล่มก็แปลกตา คือมีข้อคิดทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ และมีกระดาษเปล่าไว้หลาย ๆ หน้า คงเตรียมให้ผู้อ่านจดโน้ตความคิดเห็นหรือบันทึกของผู้อ่านไว้ การอ่านนั้นต้องอ่านแล้วขบคิดตามชื่อเรื่อง จึงจะเกิดผลกับจิตใจความคิดของตนเอง ไม่ใช่เรื่องยิ่งใหญ่ แต่กับความคิดของผู้ที่อ่านเป็นสิ่งสนับสนุนแนวทางการดำเนินชีวิตที่ดีได้อย่างมาก
ข้อคิดที่ตรงกับใจตัวเองมีดังนี้
1. สงครามของมนุษย์ชาติก็เกิดจากไม้บรรทัดคนละอันทั้งนั้น
2. บางทีคนเราก็มองเป้าหมายของชีวิตเป็นรูปธรรมมาก จนละเลยความสุขและความฝันที่อยู่ระหว่างทาง
3. ทุกศาสนาในโลกใบนี้คือศาสนาเดียวกัน สั่งสอนสิ่งเดียวกันด้วยกฏง่าย ๆ ไม่กี่ข้อ ... ความรักและความอาทรนั่นเอง
4. เด็กทุกคนเป็นเหมือนผ้าขาว แต่เป็นผ้าขาวคนละเนื้อ แต่ละคนซึมซับสีสันที่เราแต่งแต้มลงไปได้ไม่เหมือนกัน เรียนรู้ได้ไม่เท่ากัน เก่งได้ไม่เท่ากัน ตามลักษณะของเนื้อผ้า แต่ทุกคนเป็นคนดีได้เท่ากัน
5. คนเราไม่ซื่อสัตย์ต่อตัวเอง แล้วจะหาความภูมิใจจากที่ไหนได้
6. ความเหมือนกันอย่างหนึ่งของคนที่ล้มเหลวและไม่ไปไหนสักทีก็คือทัศนคติที่คับแคบ
7. กังวลในสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นนี่ถ้าเป็นมาก ๆ ก็เหมือนมีความต้านทานที่มีค่าสูง ๆ นั่นแหละ ใส่เข้าไปในวงจรมาก ๆ หลอดไฟมันจะไม่สว่างเอา
8. สองสิ่งที่เราควรให้ค่ากับมันมากที่สุดก็คือ ความสงบร่มรื่นในชีวิตกับความภาคภูมิใจที่ตัวเองมีประโยชน์กับคนอื่น


ประภาส ชลศรานนท์

รหัสลับสาสต์ซัปเปอร์


เซียร์รา, ฆาเวียร์.  รหัสลับลาสต์ซัปเปอร์  = The secret supper.  นาลันทา คุปต์ : แปล.  กรุงเทพฯ : แพรว, 2549. 279 หน้า.  ราคา 229 บาท.
เป็นเรื่องเกี่ยวกับการสืบสวนทางด้านศาสนาที่เกิดในปี ค.ศ. 1497 ซึ่งเป็นขณะที่เลโอนาร์โด ดาวินชี่ กำลังวาดภาพผลงานชิ้นเอก “The Last Supper” อยู่ที่อารามในนครมิลาน ขณะเดียวกันก็มีจดหมายลึกลับ ซึ่งเป็นคำกลอนเจ็ดบรรทัด ส่งไปให้หน่วยสืบราชการลับของวาติกัน ทำนองกล่าวหาว่าเลโอนาร์โดวาดเรื่องราวนอกศาสนาลงไปในภาพ“The Last Supper” คุณพ่ออะกอสติโน เลย์เร นักไขรหัสมือหนึ่งจึงถูกส่งตัวไปเพื่อพิสูจน์ความจริงพร้อมกับหาตัวผู้ส่งจดหมายลึกลับที่ ผู้ส่งใช้ฉายาว่า ผู้หยั่งรู้คุณพ่ออะกอสติโนได้รับความช่วยเหลือจาก คุณพ่อบรรณารักษ์ประจำอาราม แต่บรรณารักษ์ผู้นั้นกลับถูกสังหาร เลโอนาร์โดจึงได้เสนอตัวเข้ามาไขปริศนาการตายนี้ แต่ตัวเขาเองก็ตกเป็นผู้ต้องสงสัยไปพร้อมกันด้วย และคุณพ่ออะกอสติโนได้รู้ว่าคุณพ่อบรรณารักษ์ที่ตายนั้นไม่ได้สะอาดอย่างที่คิด แต่เป็นคนกลางในการเจรจาซื้อขายของเก่าอย่างลับๆ และก่อนตายเขากำลังเจรจาเพื่อจัดหาหนังสือโบราณเล่มหนึ่งอยู่ เรื่องยิ่งซับซ้อนขึ้นไปอีกเมื่อผู้แสวงบุญคนนั้นตายอยู่เบื้องหน้าภาพวาดฝีมือเลโอนาร์โด ดาวินชี่ และเจ้าของคนสุดท้ายของหนังสือมรณะเล่มนั้นคือ เลโอนาร์โด ดาวินชี่นั้นเอง
แต่ในที่สุดคุณพ่ออะกอสติโนก็ถูกลักพาตัวไปโดยกลุ่มคาธาร์ ที่รับว่าเป็นสาวกที่แท้จริงของพระคริสต์ ผ่านทางมารี มักดาเลน ซึ่งในพระคัมภีร์ได้ระบุว่าเป็นหนึ่งในประจักษ์พยานที่อยู่ในเหตุการณ์วันที่พระเยซูทรงถูกตรึงบนไม้กางเขนจนสิ้นพระชนม์ โดยเธออยู่กับพระเยซูจนกระทั่งพระศพถูกอันเชิญไปประดิษฐานไว้ในอุโมงค์ซึ่งเจาะไว้ในศิลา และเธอเป็นคนแรกที่ได้เห็นการฟื้นคืนชีพของพระเยซูในอีก 3 วันถัดมา และเป็นผู้นำสารเกี่ยวกับการฟื้นคืนชีพของพระองค์ไปบอกกับเหล่าสาวกคนอื่นๆ แต่ในเรื่องได้ดัดแปลงเรื่องในพระคัมภีร์ว่า มารี มักดาเลน ได้เห็นพระคริสต์ที่มีชีวิตที่เป็นแสงบริสุทธิ์ ไม่ใช่ในร่างที่รู้ตาย และนางได้ขโมยซากร่างของพระองค์ไปซ่อนไว้ในบ้าน ที่ซึ่งนางได้บรรจงอาบยาเป็นอย่างดีและพาไปฝรั่งเศสด้วยเมื่อมีการตามล่าเกิดขึ้น และเลโอนาร์โด ดาวินชี่ ก็เป็นสมาชิกกลุ่มนี้ด้วย และช่วยให้คุณพ่ออะกอสติโนไขความลับเกี่ยวกับคดีฆาตกรรมได้ เรื่องจบลงด้วยการที่คุณพ่ออะกอสติโนยังเก็บความลับของกลุ่มคาธาร์ไว้ไม่ให้ศาสนาจักรรู้ และตัวเองก็ออกตามหาพระวรสารโบราณของศาสนจักรแห่งยอห์นที่กลุ่มคาธาร์เชื่อถือ จนกระทั่งเสียชีวิตในถ้ำแห่งหนึ่ง
เรื่องราวค่อนข้างเข้าใจยาก เพราะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับศาสนาและตลอดทั้งเรื่องก็มีการถอดรหัสภาษาละติน ภาษากรีก อ่านได้ลำบาก แต่ในเรื่องภาพ “The Last Supper” ทำให้ผู้อ่านมีความเข้าใจมากขึ้น ยิ่งเมื่ออ่านถึงการบรรยายภาพ และมีภาพมาประกอบด้วยแล้วจะอ่านได้สนุกมาก ทำให้สงสัยว่า ตอนวาดภาพเลโอนาร์โด ดาวินชี่ คิดอย่างนั้นจริง ๆ หรือ
ความรู้เกี่ยวกับภาพ “The Last Supper” คือ ภาพเขียนบนฝาผนังซึ่งถ่ายทอดเหตุการณ์ที่พระเยซูกินอาหารร่วมโต๊ะกับสาวก 12 คน ก่อนจะถูกตรึงกางเขน วาดในปี 1495 ใช้เวลาถึง 3 ปีจึงจะเสร็จสมบูรณ์ จุดเด่นของภาพคือตรงกลางเป็นรูปพระเยซูที่ผายมือออกทั้ง 2 ข้าง เป็นรูปสามเหลี่ยมด้านเท่าพอดี โดยมีโต๊ะยาวตลอดภาพเป็นเส้นแนวนอน โครงสร้างห้องกระจายออกจากกึ่งกลางภาพ ช่วยนำสายตาสู่จุดศูนย์กลางคือพระเยซู ที่ใส่เสื้อสีโดดเด่นจากคนอื่น นอกจากนี้ยังมีองค์ประกอบย่อยในรูปโดยจัดศิษย์ของพระเยซู 12 คนออกเป็น 4 กลุ่ม แต่ละคนมีท่าทางไม่เหมือนกัน
ในเรื่องนี้ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับภาพนี้ว่า เมื่อดูภาพจะต้องเริ่มจากทางซ้ายมือของเราโดยมีลำดับดังนี้  (หน้า 220)
1. บาร์โธโลมิวคือ มิราบิส ท่านผู้มีปาฏิหาริย์ เลโอนาร์โดวาดให้ท่านมีผมหยิกสีแดงตามที่ยาโคบุส เดโวรากิเน เขียนไว้ใน เดอะโกลเด้นเลเจนด์ ว่าท่านเป็นชาวซีเรียและมีอารมณ์ร้อน
2.  เจมส์องค์เล็กคือ เวนุสตุส เปี่ยมหรรษาทานพระสาวกที่ผู้คนมักจะจำสับสนกับพระคริสต์ 3.
3. อันดรูว์คือ เตมเปราตอร์ ท่านผู้ป้องกันแสดงให้ปรากฎด้วยมือกางอ้าอยู่เบื้องหน้าตามที่ควรจะเป็นสำหรับคุณธรรมของท่าน 4.
4. ยูดาส อิสคาริโอทคือ เนฟันดุส ผู้ชั่วช้าสาธารณ์แต่ตำแหน่งออกจะคลุมเครือ แม้ยูดาสจะเป็นศีรษะที่สี่จากทางซ้าย แต่ตำแหน่งประหลาดของนักบุญเปโตรที่มีมีดซ่อนไว้หลังผู้ทรยศอาจจะทำให้นับพลาดได้ 
5. ซีโมนเปโตร ผู้ที่ชะโงกเข้ามากลางภาพนั้นได้รับฉายาว่า เอโซซัส ท่านผู้ชิงชังเป็นชายผมขาวนัยน์ตาดุดัน กำลังจะทำการแก้แค้นด้วยมีดสั้นที่ดูน่ากลัว
6. จากนั้นก็เป็นยอห์นที่กำลังหลับ เอียงศีรษะและมือประสานกันเหมือนเหล่าสตรี ในคำว่า มิสติคุส ท่านผู้รู้สิ่งลึกลับ
7. พระเยซูอยู่ตรงกลาง
8. โธมัสที่ยกนิ้วอยู่เสมือนชี้ว่าใครในหมู่ผู้ที่อยู่ ณ ที่นั้นจะได้รับสิทธิ์ในชีวิตนิรันดร์คือ ลิตาตอร์ ท่านผู้ยังความสงบแก่เทพ
9.  เจมส์องค์ใหญ่คือ โอโบเอดิเอนส์ ท่านผู้เชื่อฟังเป็นพี่น้องร่วมสายเลือดกับยอห์น
10.  ฟิลิปคือ ซาปิเอนส์ ท่านผู้รักสิ่งสูงส่ง เป็นเพียงคนเดียวที่ชี้ที่ตัวเอง
11.  มัทธิว มีชื่อที่หมายถึง ท่านผู้อุตสาหะ
12.  ธัดเดอัสคือ โอเมก้า และ
13.    ซีโมนคือ คอนเฟคตอร์ ท่านผู้กระทำให้สมบูรณ์
ทำให้การดูภาพสนุกมากขึ้น                                                         

 มาเวียร์ เซียร์รา




                                                                                       
                                                                                       

วันอังคารที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2555

ศพที่ห้า


แมนเคล, เฮนนิง.  ศพที่ห้า =  The fifth woman.  กานต์สิริ โรจนสุวรรณ, แปล.  พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ :  ไครม์แอนด์มิสทรี,  2554. 497 หน้า ราคา 285 บาท.

      เป็นเรื่องเกี่ยวกับหญิงคนหนึ่งเมื่อรู้ว่าแม่ตัวเองถูกฆ่าตายที่แอฟริกาพร้อมแม่ชี 4 คน จึงเริ่มวางแผนฆาตกรรมจากบัญชีเหยื่อในมือโดยได้ฆ่าไป 3 ราย ซึ่ง สารวัตรเคิร์ต วัลลันเดอร์และทีมสืบสวน ต้องสืบหาความเกี่ยวข้องของเหยื่อแต่ละคน ซึ่งพบว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลย ยกเว้นแต่เหยื่อเป็นผู้ชายที่มีประวัติทำร้ายหรือทารุณผู้หญิงหรือภรรยาของตน อีกทั้งตัวฆาตกรก็พยายามอำพรางตัวเองให้ทีมสืบสวนหลงคิดว่าเป็นผู้ชาย แต่ในที่สุดได้เบาะแสจากผู้หญิงคนหนึ่งที่ไปคลอดลูกที่โรงพยาบาล จนพบตัวฆาตกรที่ทำงานเป็นผู้ตรวจตั๋วรถไฟ สาเหตุการฆ่าคือ เพราะเธอเคยทำงานเป็นผู้ช่วยพยาบาล เคยรักษาผู้บาดเจ็บสาหัสจากการถูกทำร้ายจากคนใกล้ชิด นอกจากนี้ในวัยเด็กเคยเห็นแม่ตัวเองถูกทำร้ายจากสามีใหม่ ซ้ำยังถูกบังคับให้ทำแท้งลูกตัวเองด้วย จึงฝังใจกับผู้ชายว่าเป็นคนเลว และสุดท้ายแม่ยังถูกฆ่าด้วยชายนิรนามที่แอฟริกาด้วย ทำให้ไม่มีอะไรมาหยุดยั้งเธอได้ จึงเอาบัญชีรายชื่อผู้ชายที่เคยจดมาแก้แค้น
        เป็นเรื่องที่ 2 ที่อ่านในชุดสารวัตรวัลลันเดอร์ ยังน่าตื่นเต้น อ่านสนุกเหมือนเดิม แต่คิดว่าแนวทางการเดินเรื่องจะคล้าย กัน คือเป็นการฆ่าต่อเนื่อง และแต่ละคดีไม่มีความเกี่ยวพันกัน ไม่มีหลักฐานหลงเหลือ ซึ่งทำให้เรื่องมีความสนุก เพราะต้องติดตามว่าจะสืบสวนพบฆาตกรได้อย่างไร  ในตอนนี้ผู้เขียนได้เสนอปัญหาสังคมของสวีเดนในส่วนที่มีอาชญากรรม แล้วประชาชนทนไม่ได้จึงได้จัดตั้งกองกำลังป้องกันของตนเองขึ้นมา แต่ในที่สุดก็กลับเป็นตัวก่อความรุนแรงในสังคมขึ้นเอง ซึ่งทำให้ตำรวจต้องตัดต้นเหตุด้วยการรวบตัวผู้นำของกองกำลังนั้นอย่างเร็วที่สุด ทำให้เหตุไม่บานปลาย สารวัตรเคิร์ต วัลลันเดอร์ ยังเป็นนักสืบผู้ขยันขันแข็ง และมีสัญชาตญาณของตำรวจนักสืบเต็มเปี่ยม ทั้ง ที่ สารวัตรมีบุคลิกภาพที่"ค่อนข้างจะงุ่มง่าม เหมือนใจลอยตลอดเวลา และดูเหมือนเป็นคนขี้เหงา  แต่เป็นคนฉลาดในการวิเคราะห์พฤติกรรมของมนุษย์ และในหัวจะมีรายละเอียดของคดีอยู่เสมอ"  ยิ่งอ่านยิ่งชอบ

วันพุธที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2555

แม่



เเด่ผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งที่ชื่อว่าแม่   
เมื่อคุณเกิดมาในโลกนี้   แม่อุ้มคุณไว้ในอ้อมอก  
คุณขอบคุณแม่ด้วยการเปล่งเสียงร้องไห้   
เมื่อคุณอายุ  1 ขวบ แม่ป้อนข้าวและอาบน้ำให้คุณ   คุณขอบคุณแม่โดยการร้องไห้งอแง   
เมื่อคุณอายุ  2 ขวบ   แม่สอนให้คุณหัดเดิน
คุณขอบคุณแม่ด้วยการวิ่งหนีทุกครั้งที่แม่เรียกหา   
เมื่อคุณอายุ  3 ขวบ   แม่ทำอาหารทุกอย่างให้คุณด้วยความรัก  
คุณขอบคุณแม่ด้วยการโยนจานลงบนพื้น   
เมื่อคุณอายุ  4 ขวบ   แม่ให้ดินสอสีแก่คุณ   คุณขอบคุณแม่ด้วยการระบายสีเลอะเต็มบ้าน  

เมื่อคุณอายุ  5 ขวบ   แม่แต่งชุดสวยๆ(หรือหล่อๆ)ให้คุณไปเที่ยว  
คุณขอบคุณแม่ด้วยการทำชุดเลอะโคลน   
เมื่อคุณอายุ  6 ขวบ   แม่ไปส่งคุณที่รร. คุณขอบคุณแม่ด้วยการร้องไห้ตะโกนว่า  '
ไม่ไป... ไม่ไป... ไม่ไป... '' 
เมื่อคุณอายุ  7   ขวบ แม่ซื้อไอศกรีมให้คุณ  
คุณขอบคุณแม่ด้วยการทำมันหกเลอะเทอะไปทั่ว   
เมื่อคุณอายุ  8 ขวบ   แม่ซื้อลูกบอลให้คุณ   คุณขอบคุณแม่ด้วยการทำกระจกเพื่อนบ้านแตก
  
เมื่อคุณอายุ  9 ขวบ   แม่สอนให้คุณเล่นเปียโน คุณขอบคุณแม่ด้วยการไม่เคยแม้แต่จะซ้อม  

เมื่อคุณอายุ  10 ขวบ แม่พาคุณไปเรียนพิเศษและพาไปงานวันเกิดเพื่อน  
คุณขอบคุณแม่ด้วยการกระโดดลงจากรถโดยไม่คิดที่จะหันกลับมามอง   
เมื่อคุณอายุ  11 ขวบ   แม่พาคุณกับเพื่อนไปดูหนัง  
คุณขอบคุณแม่ด้วยการขอที่นั่งคนละแถว(หรือขอให้แม่ไม่ต้องดู)   
เมื่อคุณอายุ  12 ขวบ   แม่เตือนคุณว่าอย่าดูทีวี ให้ตั้งใจอ่านหนังสือเตรียมเข้าม.1  
คุณขอบคุณแม่ด้วยการรอให้แม่ไปข้างนอกแล้วดูต่อ โดยไม่อ่านหนังสือเลย 
เมื่อคุณอายุ  13 ปี   แม่บอกให้คุณตัดผม คุณขอบคุณแม่ด้วยการด่าแม่ว่า  '
แม่นี่...ไม่มีรสนิยมเลย   ไม่ต้องมายุ่งกะหนู(ผม)หรอก ' 
เมื่อคุณอายุ  14 ปี  
แม่จ่ายเงินซัมเมอร์แคมป์ที่แพงแสนแพงเพื่อให้คุณได้เรียนสิ่งที่ดีๆ  
คุณขอบคุณแม่ด้วยการไม่เขียนจดหมายหาแม่ซักกะฉบับ   
เมื่อคุณอายุ  15 ปี   แม่กลับบ้านหลักงานเลิกอยากกอดคุณสักกอด  
คุณขอบคุณแม่ด้วยการขังตัวเองอยู่ในห้องโดยไม่สนใจ
เมื่อคุณอายุ  16 ปี   แม่สอนคุณขับรถ คุณขอบคุณแม่ด้วยการขับรถหนีแม่ไปเที่ยว   
เมื่อคุณอายุ  17 ปี   แม่จ่ายค่าเรียนกวดวิชาให้คุณได้เรียนเพิ่ม
เพื่อหวังให้คุณเก่งและมีความรู้  
คุณขอบคุณแม่ด้วยการให้แม่ส่งข้างนอกเพื่อจะได้ไม่อายเพื่อน   
เมื่อคุณอายุ  18 ปี   แม่ร้องไห้ในวันที่คุณจบชั้นมัธยม  
คุณขอบคุณแม่ด้วยการฉลองกับเพื่อนตั้งแต่ค่ำยันเช้า   
เมื่อคุณอายุ  19 ปี   แม่รอโทรศัพท์สายสำคัญจากคุณ คุณขอบคุณแม่
ด้วยการใช้โทรศัพท์ตลอดคืนนั้น   
เมื่อคุณอายุ  20 ปี แม่ถามว่าคุณมีแฟนรึยัง   คุณขอบคุณแม่ด้วยการตอบว่า  '
แม่อย่ามายุ่งกะหนู(ผม)เลย ' 
เมื่อคุณอายุ  21 ปี   แม่แนะนำอาชีพของแม่ให้คุณทำในอนาคตของคุณ  
คุณขอบคุณแม่ด้วยการพูดว่า  ' หนู(ผม)ไม่อยากเป็นอย่างแม่ ' 
เมื่อคุณอายุ  22 ปี   แม่อยากกอดคุณในวันรับปริญญา  
คุณขอบคุณแม่ด้วยการไปกอดกับเพศตรงข้ามกับคุณโดยไม่กอดแม่ที่ท่านอยากกอดคุณ   
เมื่อคุณอายุ  23 ปีแม่ซื้ออพาร์ตเม้นท์และเฟอร์นิเจอร์ให้แก่คุณ  
คุณขอบคุณแม่ด้วยการว่ากับเพื่อนๆลับหลังว่า ' มันช่างเชยและน่าเกลียดเสียนี่กระไร ' 
เมื่อคุณอายุ  24 ปี   แม่บอกให้คุณพาแฟนของคุณมาหาแม่ เมื่อคุณพามา  
แม่ถามพวกคุณว่าอนาคตวางแผนไว้ว่าอย่างไร   คุณขอบคุณแม่ด้วยการจ้องเขม็งและพูดว่า   '
แม่จะมายุ่งอะไรกะหนู(ผม)อีกเนี่ย '   
เมื่อคุณอายุ  25 ปี   ( สำหรับผู้ชาย)แม่ช่วยออกค่าสินสอดให้กับคุณ  
และบอกกับคุณว่าแม่รักคุณมากขนาดไหน   คุณขอบคุณแม่ด้วยการพูดว่า ' อายคนอื่นเขาน่า  
แม่ ' 
                  (สำหรับผู้หญิง)แม่ช่วยออกค่าใช้จ่ายในงานแต่งงานให้คุณ  
และบอกว่าแม่รักคุณมากขนาดไหน   คุณขอบคุณแม่ด้วยการพูดว่า '
หนูอยากไปอยู่ต่าง-ประเทศเพื่อจะได้สวีทกับแฟนโดยไม่มีแม่ ' 
เมื่อคุณอายุ  30 ปี แม่โทรมาหาและแนะนำวิธีเลี้ยงเด็ก   คุณขอบคุณแม่โดยการบอกว่า  '
สมัยนี้มันเปลี่ยนไปแล้วล่ะค่ะแม่ ' 
เมื่อคุณอายุ  40 ปี แม่โทรมาชวนคุณไปงานวันเกิดญาติ   คุณขอบคุณแม่และญาติว่า  '
ตอนนี้ไม่ว่างเลย ' 
เมื่อคุณอายุ  50 ปี แม่ชราและไม่สบาย   อยากให้คุณดูแล   คุณขอบคุณแม่ด้วยการบอกว่า  '
มันเป็นภาระนะแม่   หนูมีงานอีกเยอะแยะ ' 
และแล้ววันหนึ่ง แม่จากคุณไปอย่างสงบ และทุกอย่างที่คุณไม่เคยทำมาก่อน  
จะเหมือนฟ้าผ่าในใจคุณ   
โปรดใช้เวลาสักนิด แสดงออกถึงความลึกซึ้งแด่ ' แม่ ' 
ไม่มีอะไรมาแทนแม่ได้ แม้ว่าบางคราวแม่จะไม่ใช่คนที่เข้าใจคุณมากที่สุด  
หรือเห็นด้วยกับคุณ   แต่ก็คือ ' แม่ ' ของคุณ   และเชื่อได้ว่าจะทำทุกอย่างเพื่อคุณ  
รับฟังคุณ ความกังวลของคุณ   
ลองถามตัวเองดู คุณมีเวลาที่จะฟังความเศร้า   ความกังวลใจไม่ว่าจากการงาน   จากงานบ้าน
หรือจากงานในครัวของแม่ไหม  
คุณเคยนึกถึงความทุกข์ของแม่ที่ต้องทำทุกอย่างเพื่อคุณและทุกคนไหม   
รักแม่ให้มาก   แม้ว่าจะคิดเห็นแตกต่างการ   เพราะเมื่อแม่จากไป  
จะเหลือเพียงความเสียใจและความทรงจำเท่านั้น  

อย่าเพิกเฉยกับคนที่ใกล้หัวใจคุณที่สุด   รัก"แม่"ให้มากกว่ารักตัวเอง  
แสดงให้แม่รู้ว่าคุณก็"รัก"ก่อนที่จะทำได้เพียงบอกรักกับ"รูป"ของแม่เท่านั้น   
ถ้าใครเป็นคนที่รัก "แม่" 
โปรดส่งข้อความนี้ให้กับเพื่อน ๆ หรือ คนรู้จัก
อย่างน้อย 9 คน ห้ามขาดแม้แต่คนเดียว แต่เกินได้ไม่จำกัดจำนวนคน 
แล้วคุณจะโชคดี .  .   .    .     .      .       .        .         .       
"... โปรดรักแม่ เหมือนอย่างที่แม่รักคุณ ... "