วันพุธที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ชายไร้สีกับปีแสวงบุญ (Colorless Tsukuru Tazaki and His years of Pilgrimage). ฮารูกิ มูราคามิ, เขียน ; มุทิตา พานิช, แปล. ปทุมธานี : กำมะหยี่, 2557. 306 หน้า. 300 บาท
          เป็นเรื่องเล่าของชายหนุ่มที่ชื่อทสึคุรุ  ทะซากิ ซึ่งเมื่อตอนอยู่โรงเรียนมัธยมจะมีกลุ่มเพื่อนสนิทอยู่ 4 คน ซึ่งในชื่อทุกคนจะมีสีอยู่ด้วย คือ แดง น้ำเงิน (เพือนผู้ชาย) และดำ ขาว (เพื่อนผู้หญิง) มีเพียงทสึคุรุที่ไม่มีสีอยู่ในชื่อ เป็นกลุ่มเพื่อนที่มีความสุข ทำกิจกรรมร่วมกัน ไม่มีใครเข้ามาได้ในกลุ่มนี้ แต่เมื่อต้องเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ทสึคุรุเลือกเรียนเกี่ยวกับการสร้างสถานีรถไฟ ซึ่งมีมหาวิทยาลัยเพียงแห่งเดียวที่สอนทางด้านนี้อยู่ที่โตเกียว ทำให้ต้องแยกกับเพื่อน ๆ ที่เลือกเรียนมหาวิทยาลัยใกล้บ้านคือแถวนาโงยะ แต่เมื่ออยู่ปี 2 เพื่อน ๆ 4 คนกลับตัดขาดกับทสึคุรุ โดยไม่บอกสาเหตุใด ๆ ทั้งสิ้น ทำให้โลกของทสึคุรุดับมืดลง เป็นชายไร้สีโดยสมบูรณ์ และหมดอาลัยตายอยากในชีวิต เฝ้าแต่คิดถึงความตายตลอดครึ่งปีต่อมา แต่เมื่อความเศร้าทุเลาลง ชีวิตดำเนินต่อไปอย่างโดดเดี่ยวที่กรุงโตเกียว ไม่มีข่าวคราวจากเพื่อน ๆ ตลอด 16 ปีต่อมา
          เมื่อทสึคุรุได้พบกับผู้หญิงคนหนึ่งที่ชื่อสาละ ได้บอกว่าทสึคุรุมีความหลังที่ฝังใจทำให้มีความสุขกับเธอไม่เต็มที่ ทสึคุรุน่าจะกลับไปสืบหาสาเหตุที่เพื่อน ๆ ของเขาตัดขาดออกจากกลุ่ม และเมื่อทสึคุรุได้พบเพื่อน ๆ ก็ได้ทราบว่าเพื่อนที่ชื่อขาว (ซึ่งตอนนั้นได้เสียชีวิตแล้ว) ได้บอกกับกลุ่มเพื่อนว่า ทสึคุรุได้ข่มขืนเธอเมื่อเธอมาเยี่ยมเขาที่โตเกียว ทุกคนเชื่อว่าทสึคุรุไม่ได้กระทำการเช่นนั้นแน่ แต่จำเป็นต้องอยู่เป็นเพื่อนของขาวที่ป่วยทางจิตอยู่ และคิดว่าทสึคุรุสามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องมีเพื่อน ๆ หลังจากนั้น ทสึคุรุได้กลับบ้านโดยไม่มีความหลังฝังใจ และตั้งใจว่าจะขอสาละให้มาเป็นคนรัก และอยู่ด้วยกัน แต่สาละก็ยังไม่ให้คำตอบโดยเลื่อนไปอีก 3 วันจึงจะพบกันและให้คำตอบ เนื้อเรื่องจบลงเพียงแค่นี้ แต่คำบรรยายตลอดช่วงหลัง ๆ ผู้อ่านจะทราบว่า ทสึคุรุมีความรู้สึกปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะอยู่กับสาละมาก และบางคำตอบของสาละก็ให้ความรู้สึกที่เป็นความหวัง
          นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าไปเรื่อยของ ทสึคุรุ ทาซากิ ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น และให้ความรู้สึกโดดเดียว หรือเหงา ๆ เพราะ ทสึคุรุมีเพื่อนน้อยมาก และชีวิตก็ไม่โลดโผน เรียนจบและทำงานทางด้านการสร้างสถานีรถไฟฟ้า ค่อนข้างมีฐานะ ชีวิตไม่เดือดร้อนอะไร และไม่มีความทะยานอยากได้ใคร่ดี แต่ในช่วงที่ทสึคุรุจะกลับไปพบเพื่อน ๆ เพื่อถามถึงเหตุผลของการตัดเขาออกจากกลุ่ม เป็นช่วงที่น่าติดตามอย่างมาก เพราะผู้อ่านก็ต้องการทราบเหมือนกัน นอกจากนี้ยังมีการบรรยายเกี่ยวกับสถานีรถไฟฟ้าในกรุงโตเกียวที่ทำได้ดีมาก สามารถเห็นภาพการจัดการที่ดีในหมู่คนที่มีความชุลมุนโกลาหล  

          ในเนื้อเรื่องจะมีการพูดถึงบทเพลงหนึ่งอยู่ค่อนข้างมาก คือเพลง เลอ มาล ดู เป อี ซึ่งแปลว่า  คิดถึงบ้านหรือ  จิตใจที่หม่นมัว- ตามคำบอกเล่าของ ไฮดะ ทุกครั้งที่  ทสึคุรุ  ฟังเพลง  "เลอ  มาล  ดู  เปอี"  ก็จะนึกถึง  ขาว  เสมอเพราะขาว  ชอบเล่นเพลงนี้ ซึ่งในเรื่องก็สามารถบรรยายให้ผู้อ่านรู้สึกได้ว่า เป็นเพลงที่ให้ความรู้สึกเหงา เศร้า อ้างว้าง ได้เป็นอย่างดี จนผู้อ่านอยากหามาฟังเพื่อให้อินกับเนื้อเรื่องมากยิ่งขึ้น (Le mal du pays ของ Franz Liszt หาฟังได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=XZlO_mNYCL8) 

วันพฤหัสบดีที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ร้านหนังสือ 24/7 ของคุณเพนุมบรา

ร้านหนังสือ 24/7 ของคุณเพนุมบรา (Mr. Penumbra' 24-hour bookstore) สโลน, โรบิน. แปลโดย ศรรวริศา เมฆไพบูลย์. ปทุมธานี : กำมะหยี่, 2557. 297 หน้า. ราคา 260 บาท.


เคลย์ เจนนอน เป็นพนักงานกะดึกที่ “ร้านหนังสือ 24 ชั่วโมงของคุณเพนุมบรา” ซึ่งเป็นร้านหนังสือเล็ก ๆ ในนครซานฟรานซิสโก ร้านนี้มีมุมหนึ่งเป็นหนังสือมือสอง แต่อีกมุมจะเป็นชั้นหนังสือที่ลึกและสูงเหมือนป่าต้นสน ที่เคลย์เรียกว่าชั้นหนังสือสุดซอย และเป็นส่วนที่คุณเพนุมบราไม่อนุญาตให้พนักงานร้านเปิดอ่านเด็ดขาด มีหน้าที่แค่หยิบหนังสือมุมนี้ให้ลูกค้าที่เป็นสมาชิก ซึ่งต้องนำเล่มเก่ามาคืนก่อน จึงจะยืมเล่มใหม่ออกไปได้ นอกจากนี้เคลย์ยังมีหน้าที่จดบันทึกเหตุการณ์ไว้ในสมุดบันทึกประจำวัน แต่ร้านนี้มักจะไม่มีลูกค้าเข้าร้าน เคลย์จึงคิดเขียนโค้ดเพื่อทำ  Data Visualization ด้วยข้อมูลจากสมุดที่เขาต้องบันทึกทุกวันมาทำเป็นภาพสามมิติในเครื่องแมคของตัวเอง ทำให้เคลย์ได้พบว่าการยืมหนังสือเหล่านั้นมีแพทเทิร์นที่ทำให้เกิดภาพบางอย่างขึ้นมา และต่อมาได้ร่วมมือกับแคต โพเทนต์ สาวทำงานที่ Google ซึ่งก็ได้นำเทคโนโลยีจาก Google มาช่วย ทำให้ได้หน้าของผู้ก่อตั้งสมาคมลับที่ชื่อว่า “สมาคมสันหนังสือสนิท” จากนั้นเคลย์และเพื่อน ๆ ก็เข้าไปสู่สมาคมลับที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่นครนิวยอร์ก
สมาคมสันหนังสือสนิทเป็นสมาคมที่พยายามไขปริศนาจากโคเด็กซ์วิเท (หนังสือชีวประวัติ) ของผู้ก่อตั้งสมาคมที่ชื่อ อัลดัส แมนิวเทียส มาหลายร้อยปี เพื่อหาความลับของการมีชีวิตนิรันดร์ ซึ่งเคลย์และแคตสนใจที่จะร่วมไขปริศนาด้วย แต่เป็นไปในทางนำเทคโนโลยีจาก Google มาช่วยค้นหาปริศนานั้น แต่แล้วความลับทั้งหมดกลับไปอยู่ที่แม่พิมพ์ต้นแบบของกริฟโฟ แกร์ริตส์ซูนที่เป็นเพื่อนรักของ อัลดัส แมนิวเทียส ที่ส่งสารแห่งความเป็นนิรันดร์มา
     เป็นหนังสือที่นำเอาบุคคลจริง  เหตุการณ์จริง หนังสือจริง มาผสมผสานกับองค์กรขนาดยักษ์อย่าง Google บวกกับจินตนาการของผู้เขียนอย่างสมาคมลับได้อย่างพอเหมาะ เป็นหนังสือที่อ่านสนุก แฝงไว้ด้วยอารมณ์ขันตลอดเวลา แม้จะมีเรื่องสมาคมลับ การค้นหาชีวิตนิรันดร์ แต่ไม่มีเรื่องความรุนแรง อาฆาต
    ยิ่งกว่านั้น เรื่องนี้ยังพาผู้อ่านเข้าไปดูการทำงานของ Google เลยทีเดียว และน่าตื่นตายิ่งขึ้นในฉากที่ต้องไขปริศนาโคเด็กซ์วิเทของอัลดัส แมนิวเทียส ด้วยการระดมเครื่องคอมพิวเตอร์ของ Google  มาช่วยกันทำงานให้ ทำให้การไขปริศนาว่าด้วยชีวิตนิรันดร์ที่ต้องใช้เวลาเป็นร้อย ๆ ปี ที่สมาชิกของสมาคมทำอยู่ เหลือเพียง 1 วัน
   จริง ๆ ตอนจบของหนังสือเรื่องนี้ค่อนข้างหักมุม เพราะการไขปริศนาจบลงแบบง่าย ๆ ไม่ต้องอาศัยศูนย์ข้อมูล เทคโนโลยีทันสมัยใด ๆ การไขปริศนาอยู่ที่ตัวพิมพ์ต้นแบบของแกร์ริตส์ซูนนั่นเอง เพราะการประดิษฐ์ตัวพิมพ์นี้ ก่อให้เกิดการทำหนังสือ และแม้แต่เทคโนโลยีสมัยใหม่ก็ต้องใช้ตัวอักษรแกร์ริตส์ซูนที่ถูกกำหนดเป็นค่ามาตรฐานของตัวอักษร ทำให้แกร์ริตส์ซูนยังอยู่ทุก ๆ ที่รอบตัวเรา  มีความเป็นอมตะตลอดกาล
 “เรื่องเล่าอันงดงามที่เสริมด้วยการใช้ข้อเท็จจริงอย่างกล้าหาญ (เช่น มีกูเกิล และสำนักงานจริงในเรื่อง) นำเราสู่โลกลี้ลับแห่งความลวงและการคาดเดา เป็นประสบการณ์การอ่านที่ทรงพลังและอัศจรรย์เกินปฏิเสธได้”
—จอร์จ ซอนเดอร์, นิตยสาร บลิป
—นิก ฮาร์คาเวย์


 “หนังสือมองโลกในแง่ดีเล่มนี้ พูดถึงการพบกันของเทคโนโลยีสมัยใหม่และปริศนายุคกลาง เป็นแผนที่นำไปสู่ความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างโลกเก่าและโลกใหม่”

โรบิน สโลน ผู้แต่งหนังสือนี้

วันอังคารที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2558

คนนอก

คนนอก. กามู, อัลแบร์. อำพรรณ โอตระกูล, แปล.  พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ : สามัญชน, 2533. ราคา 48 บาท

คนนอกเป็นเรื่องราวของชายชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งชื่อเมอโซ มีอาชีพเป็นพนักงานประจําบริษัทแห่งหนึ่งในเมืองอัลเจียร ประเทศอัลจีเรีย (ในขณะนั้นยังเป็นเมืองขึ้นของประเทศฝรั่งเศสอยู่) ที่ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย และมีความสุขในชีวิตอย่างธรรมดา ไม่สุขล้นเหลือ ไม่ทุกข์มากมาย ทำงานตามหน้าที่ๆ ควรจะเป็น
        เนื้อเรื่องแบ่งออกเป็น 2 ภาค
ภาคแรก เรื่องราวในภาคนี้เมอโซจะพูดถึงชีวิตของตนเองและเพื่อน โดยเริ่มต้นขึ้น เมื่อเมอโซทราบข่าวการตายของแม่ ที่อาศัยอยู่ที่บ้านพักคนชรา เขาต้องไปเฝ้าศพแม่ในคืนนั้นเขา เขาปฏิเสธที่จะให้คนเปิดฝาโลงศพเพื่อดูหน้าแม่เป็นครั้งสุดท้าย และยังสูบบุหรี่ต่อหน้าโลงศพด้วย อีกทั้งยังดื่มกาแฟใส่นมและนอนหลับได้
เสร็จสิ้นพิธีฝังศพ เขาก็กลับไปพบกับหญิงคนหนึ่งชื่อ มารี ทั้งสองไปว่ายน้ำและดูหนังด้วยกัน ทั้งสองเริ่มสนิทขึ้นเรื่อยๆ มารีถามกับเขาว่ารักเธอรึเปล่า เขาไม่ตอบว่ารักหากแต่เขาบอกว่าเขาพร้อมจะแต่งงานกับเธอหากเธอต้องการ
เมอโซมีเพื่อนบ้านสองคน คนหนึ่งเป็นชายแก่ชื่อซาลามาโน เลี้ยงหมาที่เป็นหมาขี้เรื้อน ดูเหมือนจะไม่ดีต่อสุนัขเท่าไร เขาไม่ยอมให้สุนัขหยุดฉี่ ไม่ยอมพาเดินออกนอกเส้นทาง เมื่อมันฝืนเขาก็จะตีและด่ามันจนมันหมอบด้วยความกลัว แต่เขาก็รักมัน เพราะเขามักจะพาหมาขี้เรื้อนของเขาไปเดินเล่นสองครั้งต่อวัน เป็นกิจวัตรที่ไม่เคยเปลี่ยน เขาได้สุนัขตัวนี้มาหลังจากภรรยาตายได้ไม่นาน วันหนึ่ง เมื่อหมาขี้เรื้อนของเขาหายไป เขาก็กระวนกระวายและพยายามตามหามัน สุดท้าย เมอโซได้ยินเสียงประหลาดลอดช่องฝากระดาน ทำให้เขารู้ว่า ตาแก่ซาลามาโนร้องไห้ 
ส่วนอีกคนชื่อเรมอนด์มีเมียเป็นคนอาหรับ ซึ่งเขาจับได้ว่ามีชู้ ทำให้อยากลงโทษเธอ เรมอนด์จึงปรึกษาเมอโซว่าจะทำอย่างไรถ้าเป็นเขา สุดท้าย เมอโซลงมือร่างจดหมายฉบับหนึ่งเพื่อด่าว่าหญิงสาวคนนั้นให้แก่เรมอนด์ นั่นทำให้เรมอนด์ประทับใจมาก และถือเมอโซเป็นเพื่อนคนหนึ่ง
    เมอโซ มารี และเรมอนด์ ไปเที่ยวทะเลที่บ้านเพื่อนคนหนึ่ง ก่อนออกเดินทาง พวกเขารู้สึกได้ว่ามีกลุ่มชาวอาหรับติดตามอยู่ เรมอนด์คาดได้ทันทีว่า นั่นเป็นพี่ชายของเมียของเขาที่กำลังมีเรื่องกันอยู่ และพวกเขาได้เจอชาวอาหรับกลุ่มนั้นอีกเมื่อเดินทางไปถึงทะเล จนเมื่อต้องปะทะกัน เมอโซซึ่งรู้จักนิสัยเพื่อนดี พูดจาปรามเพื่อนเพื่อให้เหตุการณ์ไม่รุนแรง เขาสามารถเอาปืนมาเก็บเอาไว้ที่ตัวได้ แทนที่จะให้เป็นเรมอนด์ที่เป็นคนถือปืนเอาไว้ การปะทะกันครั้งนั้นต่างฝ่ายต่างบาดเจ็บ เมื่อเรื่องยุติลง ต่างคนแยกจากกัน แต่แล้วแทนที่เมอโซจะขึ้นบ้านพักไปกับเรมอนด์ เมอโซกลับออกมาเดินที่ชายหาดเพียงลำพังอีกครั้ง และบังเอิญเจอกับชาวอาหรับกลุ่มเดิม พระอาทิตย์ส่องแสงแรงจ้า ร่างกายที่เหงื่อชุ่ม โดยไม่มีเหตุผลใดอธิบายได้ เขาเหมือนเห็นแสงสะท้อนของใบมีดที่กระทบกับดวงอาทิตย์ มันทำให้เขาคว้าปืนออกมายิงหนึ่งนัดจนอีกฝ่ายล้มลง และยิงซ้ำต่อไปอีก 4 นัด
ภาคสอง  เมอโซจะเลาถึงชีวิตของตนภายหลังถูกจับกุมในข้อหาฆ่าคนตาย โดยเฉพาะรายละเอียดเกี่ยวกับกระบวนการไตสวนคดีของเขาในศาล ซึ่งผลการสอบสวนกลับเป็นเรื่องที่ว่า ทำไมเมอโซจึงให้แม่ไปพักอยู่ที่บ้านพักคนชรา ทำไมเมอโซจึงไม่ร่ำลาแม่ที่หลุมศพ ทำไมเมอโซจึงไม่รู้อายุของแม่ ทำไมเขาจึงไม่ร้องไห้ในพิธีศพ และไปว่ายน้ำหลังจากวันฝังศพของแม่ และเริ่มมีความสัมพันธ์กับหญิงคนหนึ่ง ซ้ำยังไปดูหนังตลก
        ความเห็นของอัยการ ที่มีต่อคดีฆาตกรรมของเมอโซเป็นว่า "คดีนี้จึงเป็นคดีที่สกปรกโสมมที่สุดในบรรดาที่เคยมีมา เพราะจำเลยเป็นผู้มีศีลธรรมเสื่อมอย่างมหันต์"
ผู้พิพากษา ได้กล่าวกับเขาด้วยฐานความเชื่อของชาวคริสเตียน "ผมไม่เคยเห็นดวงวิญญาณใดชาเย็นเหมือนดวงวิญญาณของคุณ อาชญากรที่มาอยู่ต่อหน้าผมมักจะร้องไห้ต่อหน้ากางเขน ภาพแห่งความทุกข์ของพระองค์เสมอ"
ทนายของเมอโซ เกลี้ยกล่อมให้เขาแสดงความเสียใจต่อการจากไปของแม่ต่อหน้าศาล แต่เมอโซเลือกจะแสดงออกในแบบที่เขาเป็น ไม่ใช่แบบที่สังคมคาดหวังจะเห็น
          คดีดำเนินไปโดยที่เมอโซมีส่วนร่วมน้อยมาก ดูเหมือนว่าเขากลายเป็นผู้สังเกตการณ์ในคดีที่เขาเป็นจำเลยเอง ซึ่งลงเอยด้วยคําตัดสินประหารชีวิต มิใช่โทษฐานที่ฆ่าชาวอาหรับตาย แต่โทษฐานที่ “ฆ่ามารดาทางจิตใจ”
อัลแบร์ กามู
เขาพูดกับทนายของตนไว้ว่า “แน่ละนี่มันสนามของคุณนี่ เกมของคุณ ผมมันคนนอก ผมแค่ยืนดูพวกคุณเล่นเกมน้ำลาย และเอ่ยถึงคำว่าศีลธรรมกันจนน่าสะเอียน จบเกมคุณลากคอผมขึ้นเครื่องประหารกิโยตินโดยที่ผมไม่ได้แม้จะบอกกล่าวความคิดของตัวเอง”
เรื่องมาจบลงในวันสุดท้าย ก่อนที่เมอโซจะถูกนําไปสู่ลานประหารชีวิต

นวนิยายเล่มนี้เป็นบทประพันธ์เรื่องเด่นของอัลแบร์ กามู (1913-1960)  ผู้ได้รับรางวัลโนเบลในปี 1957 ภาคภาษาไทยออกเผยแพร่ในปี 2510 จากฝีมือแปลของอําพรรณ โอตระกูล หนังสือเล่มนี้เป็นแรงบันดาลใจสําคัญต่อนักศึกษาและปัญญาชนในยุคที่เรียกกันต่อมาว่า “ยุคฉันจึงมาหาความหมาย” 

วันจันทร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2557

คินดะอิจิ ตอนที่ 26 สาวน้อยในแจกัน

โยโคมิโซะ เซชิ.  คินดะอิจิยอดนักสืบ ตอนที่ 26 สาวน้อยในแจกัน. แปลโดย บุษบา บรรจงมณี. ราคา 220 บาท. 
เรื่องนี้มี 2 เรื่องย่อยในเล่ม
เรื่องที่ 1 สาวน้อยในเจกัน เป็นเรื่องเกี่ยวกับการฆาตกรรมจิตรกรที่มีรสนิยมทางเพศผิดปกติ โดยสาวน้อยในชุดแบบจีน เมื่อตำรวจและคินดะอิจิมาสืบคดี กลับไม่สามารถหาสาวน้อยคนนั้นได้เลย เพียงแต่คินดะอิจิเคยชมการแสดงทางโทรทัศน์เกี่ยวกับสาวน้อยในชุดแบบจีนที่บิดตัวลงแจกัน ทำให้เป็นแนวทางการสืบสวนจนพบความจริงว่า ที่แท้สาวน้อยคนนั้นเป็นผู้ชาย ที่ถูกเก็บมาเลี้ยงโดยเจ้าของการแสดง และให้แต่งตัวเป็นผู้หญิงเพื่อการแสดง เมื่อเจ้าของเป็นชู้กับภรรยาของจิตรกร ก็ร่วมกันวางแผนฆ่าจิตรกร เพราะภรรยาทนไม่ได้กับความวิปริตที่จิตรกรชอบใช้ความรุนแรง และต้องการเงินมรดกด้วย ขณะเดียวกันจิตรกรก็เป็นผู้มีรสนิยมทางเพศที่ชอบชายด้วย จึงวางแผนให้สาวน้อยนั้นเข้าไปในบ้าน และฆ่าจิตรกร เมื่อดำเนินการเสร็จก็ให้ซ่อนตัวในแจกัน แต่ปรากฎว่าแม่บ้านมาพบก่อน ทำให้ต้องหนีออกจากบ้าน และในที่สุดก็พบสาวน้อยถูกฆ่าตายและถ่วงน้ำพร้อมรถ
          การสืบสวนของคดีนี้ค่อนข้างสับสน มีตัวละครที่เกี่ยวข้องค่อนข้างมาก ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกัน แต่ปมปัญหาเกิดจากความรุนแรงและความวิปริตทางเพศ กับความโลภ เรื่องนี้เป็นเรื่องแรกในชุดคินดะอิจิที่เสนอเนื้อหาเกี่ยวกับชายชอบชาย คนที่ชอบคินดะอิจิก็ยังอ่านได้สนุกเหมือนเดิม
         
เรื่องที่ 2 ฆาตกรบนหอคอย
ตอนนี้ค่อนข้างสั้น เป็นฆาตกรรมสาวนักแสดง ที่แต่งงานถึง 3 ครั้ง และก่อนเสียชีวิต สามีเก่า 2 คนได้มารวมกันในสถานที่เกิดเหตุด้วย ขณะที่คินดะอิจิได้มาพักผ่อนอยู่ในที่นั้นด้วย ทำให้ต้องมาร่วมสืบคดี แต่ในที่สุดตำรวจกลับไม่สามารถจับคนร้ายได้ มีแต่คินดะอิจิที่ส่งจดหมายไปถึงคนร้ายเมื่อเวลาผ่านไป 1 ปี พูดถึงสาเหตุที่ไม่จับตัวคนร้าย
     สรุปคือ สาวนักแสดงถูกฆ่าโดยสามีคนที่ 3 ที่เป็นอาจารย์สูงวัย สาเหตุมีแค่ทะเลาะกัน และพลาดผลัดภรรยาตกลงมาจากที่สูง ส่วนคนอื่น ๆ ซึ่งรวมทั้งสามีเก่า 2 คนด้วยก็ร่วมวางแผนปิดบังไม่ให้อาจารย์ถูกจับ เพราะอาจารย์กำลังทำผลงานวิชาการที่มีความสำคัญยิ่ง และเมื่อเสร็จผลงานนั้น อาจารย์ก็กลับมาที่ ๆ ภรรยาตายพร้อมกับกินยาฆ่าตัวตายตามไป

    เป็นอีกตอนที่ไม่สามารถคาดเดาคนร้ายได้ เพราะทุก ๆ คนที่เป็นผู้ต้องสงสัยกลับวางแผนช่วยคนร้ายตัวจริง จริง ๆ แล้วสาเหตุการฆ่าค่อนข้างจะอ่อนมาก แต่คิดว่าผู้เขียนคงต้องการเน้นเรื่องการวางแผนที่ทุกคนร่วมมือกันปิดบังไม่ให้ตำรวจสืบพบคนร้ายมากกว่า 

วันอังคารที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ภาพสายลับ

ภาพสายลับ (Portrait of a spy). ซิลวา, แดเนียล.  แปลโดย ไพบูลย์ สุทธิ. กรุงเทพฯ : ไครม์แอนด์มิสทรี,  2556.  438 หน้า. ราคา 295 บาท
ในเรื่องนี้ กาเบรียลคิดวางมือในอาชีพสายลับและพร้อมจะดำเนินชีวิตเป็นนักบูรณะภาพศิลปะ แต่เหตุการณ์การก่อการร้ายโดยใช้คนระเบิดพลีชีพยังมีเกิดขึ้นทั่วยุโรป และที่กรุงลอนดอนเหตุการณ์ก่อการร้ายได้เกิดต่อหน้าเกเบรียลด้วยโดยที่เขาไม่สามารถป้องกันได้ทัน และในเหตุการณ์ครั้งนั้น เกเบรียลถูกตามตัวเพื่อร่วมปฏิบัติงานกับซีไอเอ โดยได้ตั้งทีมปฏิบัติการพิเศษเพื่อวางแผนล้วงลึกเข้าสู่ใจกลางกลุ่มก่อการร้าย ซึ่งซีไอเอสืบพบว่าผู้อยู่เบื้องหลังคือผู้นำทางศาสนาที่เกิดในเยเมนและสามารถ “พูดจาได้ไพเราะและมีเสน่ห์” และที่สำคัญเป็นผู้ที่ซีไอเอเคยให้เงินทุนสนับสนุนเพื่อให้ชักนำมุสลิมได้เข้าใจสหรัฐอเมริกา แต่กลับแปรพักตร์ไปร่วมมือกับกลุ่มก่อการร้ายที่มีนักวางแผนซึ่งเป็นที่ต้องการของซีไอเอ องค์การสืบราชการลับทั่วยุโรป และอิสราเอล
ทีมปฏิบัติการต้องวางแผนอย่างรอบคอบเพื่อทำลายเครือข่ายกลุ่มก่อการร้ายจากภายในซึ่งต้องใข้บุคคลที่เครือข่ายนี้ไว้วางใจ ทึมปฏิบัติการจึงต้องขอความร่วมมือจากนาเดีย อัล บาคารี  ลูกสาวของ ซีซี อัล บาคารี ผู้สนับสนุนการก่อการร้ายรายใหญ่ที่ถูกเกเบรียลฆ่าตายในตอน ผู้นำสาร (The Messenger) นาเดียเป็นผู้หญิงซาอุดีที่ใช้ชีวิตในโลกตะวันตก และเป็นประธานกลุ่มบริษัทที่ร่ำรวย ชอบประมูลและสะสมภาพศิลปะ ซึ่งทีมปฏิบัติการใข้ประโยชน์จากความชอบนี้เพื่อให้เห็นเส้นทางการเงินที่ใหลไปสู่กระบวนการก่อการร้าย และให้องค์การสืบราชการลับจับกุมทีมงานได้เกือบทั้งหมด แต่กาเบรียลยังเห็นว่าคนวางแผนที่ชื่อมาลิก อัลซูไบร์ และหัวหน้าตัวจริงคือผู้นำทางศาสนา ยังจับไม่ได้ ซึ่งยังมีอันตรายอยู่โดยเฉพาะกับนาเดีย ทำให้เกเบรียลต้องคอยคุ้มครองเธออยู่
ในที่สุดผู้วางแผนได้จับนาเดียพร้อมเกเบรียลไปถึงถิ่นของกลุ่มก่อการร้ายเพื่อตัดสินโทษประหารชีวิต โดยมีการถ่ายเหตุการณ์ตอนตัดสินโทษไว้ เพื่อเผยแพร่ในภายหลัง และก่อนที่จะกาเบรียลจะถูกยิง ได้พยายามจะฆ่ามาลิกด้วยจึงเกิดการต่อสู้ขึ้นและนาเดียได้เข้าปกป้องกาเบรียล ทำให้ถูกยิงตาย ขณะที่มาลิกจะฆ่ากาเบรียล สายลับซาอุดีที่แฝงตัวมาอยู่ในกลุ่มนี้ได้เข้ามาช่วยไว้ทัน
เป็นหนังสือลำดับที่ 11 ในชุดเกเบรียล อัลลอน สายลับชาวอิสราเอล ในคราบของนักบูรณะงานศิลปะ นอกเหนือจากตัวละครเดิม ๆ แล้วในตอนนี้เป็นการกลับมาของซาร่าห์ แบนครอฟ ซึ่งในตอนนี้ผู้อ่านจะทราบว่าเธอดำเนินชีวิตอย่างไร และมีคนรักเป็นใคร และอีกคนคือนาเดีย อัล บาคารี  ลูกสาวของ ซีซี อัล บาคารี ซึ่งเห็นกาเบรียลฆ่าพ่อของเธอ (ทั้ง 2 คนปรากฎในตอน ผู้นำสาร)
เนื้อเรื่องสนุกเร้าใจ วางแผนยอกย้อนซับซ้อน มีฉากบู๊ตื่นเต้นสมเป็นเรื่องในชุดนี้ นอกจากนี้ยังได้นำเสนอประเด็นเกี่ยวกับผู้หญิงมุสลิมได้อย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะเหตุผลที่นาเดียเข้าร่วมกับกาเบรียลทั้งที่เห็นเขาฆ่าพ่อของเธอ ผู้อ่านจะเกิดมุมมองใหม่ว่าผู้หญิงในโลกอาหรับถูกปฏิบัติอย่างไร้ค่า สามารถถูกฆ่าได้ง่าย ๆ ด้วยเหตุผลของผู้ชาย โดยไม่ฟังว่าผู้หญิงรู้สึกอย่างไร ซึ่งผู้แต่งก็ได้ทิ้งประเด็นที่น่าสนใจไว้ว่าโลกอาหรับจะถอยหลังไปเรื่อย ๆ ถ้ายังไม่ให้ผู้หญิงมีบทบาทในสังคม 

วันศุกร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ไก่ใส่พลัม

ไก่ใส่พลัม (Poulet aux prunes or Chicken with plums). ซาทราพิ, มาร์จอเน่. แปลโดย ณัฐพัดา. ปทุมธานี : กำมะหยี่, 2553. 90 หน้า. ราคา 120 บาท.



“ไก่ใส่พลัม” เรื่องนี้เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้น ณ กรุงเตหะราน ในปี ค.ศ. 1958 เป็นเรื่องราวที่เล่าถึงแปดวันสุดท้ายในชีวิตของนัสเซอร์ อาลี ผู้เป็นนักดนตรีที่โด่งดังและมีศักดิ์เป็นลุงของแม่ผู้แต่ง ซึ่งตัดสินใจที่จะตายและนอนรอความตายอยู่บนเตียง
             เนื้อเรื่องเริ่มต้นขึ้นว่า
 “ขณะที่นัสเซอร์ อาลี กำลังเดินอยู่บนถนน เขาได้เดินผ่านหญิงวัยกลางคนนางหนึ่งที่เดินมากับหลานชาย
  อาลีทักผู้หญิงคนนี้ว่า “คุณชื่ออิเรนใช่ไหมครับ ?
“ค่ะ! เอ๊ะ คุณรู้ชื่อฉันได้ยังไง”
“จำผมไม่ได้เหรอครับ”
“บอกตามตรง จำไม่ได้ค่ะ”
             บทสนทนาคล้ายกับคำทักทายที่ไร้ความหมาย แต่สุดท้ายผู้อ่านจะต้องย้อนกลับมาอ่านใหม่เมื่อถึงตอนท้ายเรื่องว่า นี่คือประเด็นสำคัญที่ทำให้อาลี ไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไป
              ขณะเดียวกันเนื้อเรื่องดำเนินต่อไปว่า นัสเซอร์ อาลี กำลังค้นหาเครื่องดนตรีที่มีชื่อว่า ทาร์ (เครื่องสายของอิหร่านคล้ายกับกีต้าร์) ตัวใหม่มาทดแทนทาร์ตัวเก่าที่ถูกภรรยาของเขาทำพังตอนที่ทะเลาะกัน เขาพยายามหาทาร์ที่เหมาะกับเขา แต่ต้องมาพบว่าทาร์ตัวอื่นๆ เสียงไม่ดีพอ เขาจึงจมอยู่ในห้วงของความหดหู่ รู้สึกว่าชีวิตตัวเองล้มเหลว จึงตัดสินใจที่จะตาย
            เมื่ออ่านแรก ๆ จะเห็นว่าการฆ่าตัวตายของนัสเซอร์ อาลี มันช่างไม่สมเหตุสมผลเลย แต่เมื่อค่อย ๆ อ่านไป ผู้เขียนได้ผูกโยงเรื่องได้อย่างน่าสนใจว่า เครื่องเล่นทาร์ที่ถูกทำพัง มีเรื่องราวอยู่เบื้องหลังที่ทำให้ผู้อ่านเห็นประวัติครอบครัวของนัสเซอร์ อาลี ได้อย่างชัดเจน
            เรื่องเล่าพาผู้อ่านย้อนกลับไปดูชีวิตอาลีในวัยหนุ่มที่เลือกที่จะเป็นนักดนตรีซึ่งทำให้ถูกกีดกันเรื่องความรักกับสาวงามนางหนึ่งซึ่งพ่อแม่ของเธอมองว่า นักดนตรีคืออาชีพที่ไม่มั่นคง เขาจึงไม่สามารถที่จะสมหวังในรักครั้งแรกได้ จนในที่สุด แม่ของอาลีจึงต้องกล่อมให้เขาแต่งงานกับภรรยาคนปัจจุบันซึ่งแอบหลงรักอาลีมานาน
             ด้วยความทรงจำในรักครั้งแรก ทำให้เสียงดนตรีของทาร์เต็มไปด้วยความห่วงหาอาวรณ์ในความรักโรแมนติกในอดีตของเขาตลอดเวลา และเมื่อ“ทาร์” ของเขาถูกภรรยาทำลาย จึงไม่ใช่เพียงการทำลาย “ทาร์” เครื่องดนตรีชิ้นเอกของเขาเท่านั้น แต่เปรียบการทำร้าย “ความหมายชีวิต” ที่ผูกติดกับสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตอาลีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  และเมื่อเขานึกถึงเรื่องความรักที่ไม่สมหวัง และการถูกหลงลืมจากผู้หญิงที่ตนเคยรักมากซึ่งก็คือหญิงวัยกลางคนที่เดินบนถนนกับหลานชายที่ปรากฏอยู่ในหน้าแรกนั่นเอง ... ทำให้เขาหมดกำลังใจที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป
              เนื้อเรื่องใน“ไก่ใส่พลัม” จัดเป็นหนังสือตลกร้ายและไม่ได้เคร่งเครียดเหมือนชีวิตของนัสเซอร์ อาลี เสนอเนื้อหาที่เกี่ยวกับความหมายของชีวิตและความตาย ตั้งคำถามว่าอะไรคือความหมายของชีวิตของเราที่ทำให้อยากมีชีวิตอยู่ต่อไป แต่แฝงไว้ด้วยอารมณ์ขัน  และความงดงาม ชวนยิ้มตลอด เช่น

            เจ้าเคยเห็นใครเขียนบทกลอนบรรยายถึงผู้หญิงที่เขาแต่งงานด้วยที่คอยตะคอกเขาวันละสี่ครั้งมั้ย  เจ้าคิดรึว่าหากโรมิโอและจูเลียตมีลูกด้วยกันซักหกคน แล้วมันจะมีหนังสือเล่าเรื่องของพวกเขา

      แม่ของนัสเซอร์ อาลี ตายเพราะสูบบุหรี่ แต่กลับเรียกบุหรี่ว่า “อาหารสำหรับจิตวิญญาณ”

      การบรรยายถึงหน้าอกของโซเฟีย ลอเรน ที่นัสเซอร์ อาลี อยากนอนตายคาอก

      และการบอกเล่าถึงอาหารจานโปรดของ นัสเซอร์ อาลี “ไก่ใส่พลัม” จานเด็ดฝีมือแม่ของเขาที่ประกอบไปด้วย ไก่ ลูกพลัม หอมหัวใหญ่ มะเขือเทศ ขมิ้น และหญ้าฝรั่น เสิร์ฟกินกับข้าว

    เป็นหนังสือภาพการ์ตูนขาวดำ รูปแบบการเล่าเรื่องจะเล่าแบบย้อนไปย้อนมา บางครั้งอาจงง ๆ ว่าเป็นปัจจุบันหรืออดีต แต่เมื่ออ่านไปจะค่อย ๆ เข้าใจ

  “ไก่ใส่พลัม” เป็นหนังสือการ์ตูนยอดเยี่ยมแห่งปี (Prix du Meilleur Album) จากเทศกาลหนังสือการ์ตูนนานาชาติเมืองอองกุเล็ม (Festival international de la BD d’Angoulème) ประจำปี ค.ศ. 2005 ผลงานของ มาร์จอเน่ ซาทราพิ (Marjane Satrapi) นักเขียนหญิงชาวอิหร่านที่ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งมีชื่อเสียงจากนิยายภาพเรื่อง แพร์ซโพลิส (Persipolis) ซึ่งหยิบเอาเรื่องราวของตัวผู้เขียน กับการเผชิญชีวิตตั้งแต่เล็กจนโตที่ประสบกับความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอิหร่าน ตั้งแต่สมัยการปฏิวัติอิสลามในปี 1979 เนื้อหาแสบๆคันๆ เหน็บกัดวิถีแบบรัฐอิสลามที่ต่อต้านความเป็นอเมริกันสุดลิ่มทิ่มประตู จนเป็นที่พูดถึงในวงกว้างซึ่งต่อมาได้นำมาสร้างเป็นภาพยนตร์  (http://www.youtube.com/watch?v=JRNCP42O3sQ)

วันพุธที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ซ้อน


โคเบน, ฮาร์ลาน. ซ้อน (The final detail). แปลโดย อริณี เมธเศรษฐ. กรุงเทพฯ : แพรวสำนักพิมพ์, 2550. 330 หน้า. 265 บาท.
เป็นตอนที่ต่อจากตอนที่ชื่อว่า “พลาด (One False Move)” ที่ไมรอนเลิกกับเจสสิกา เพราะมีความรักกับเบรนดา แต่แล้วเบรนดาถูกฆ่า ทำให้ไมรอนหัวใจสลาย จึงปลีกตัวหนีไปอยู่เกาะกับผู้หญิงที่ชื่อเทเรส ซึ่งต่อไปจะเป็นตัวละครหลักในตอนที่มีชื่อว่า “แลก”
ในตอนนี้เมื่อไมรอนถูกวินตามตัวกลับมาจากเกาะ จึงรู้ว่าเอสเปอรันซ่า ดิแอซ เพื่อนรักและหุ้นส่วนบริษัทของไมรอนติดคุก เพราะตำรวจเชื่อว่าเอสเปอรันซ่าฆาตกรรมนักเบสบอลนามคลู ฮาอิด ลูกค้ารายแรกของบริษัทของเขา ไมรอนไม่เชื่อ และรู้ว่าเอสเปอรันซ่ามีความลับปิดบังเขาอยู่ แต่เอสเปอรันซ่ากลับยอมติดคุกโดยไม่ยอมให้ไมรอนช่วย และเมื่อกำลังสืบเรื่องราวอยู่ก็มีมือลึกลับส่งซีดีให้เขาทางไปรษณีย์ที่มีรูปเด็กสาวหน้าตาคุ้น ๆ ซึ่งพบว่ารูปเด็กสาวเป็นลูกสาวของเจ้าของทีมเบสบอลที่คลูสังกัดอยู่ แต่ได้หายตัวไปนานแล้ว และเจ้าของทีมขอให้ไมรอนช่วยตามหาตัวให้ด้วย
เมื่อสืบเรื่องราวก็พบว่า เรื่องราวที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องในอดีตของคลู ฮาอิด และเกี่ยวพันกับรูปเด็กสาวในซีดี คือตอนที่คลูกำลังดัง มีเหตุการณ์หนึ่งที่เขาขับรถขณะมึนเมาจนเกิดอุบัติเหตุ ทำให้มีคนตาย ซึ่งคลูกลัวความผิดจึงแอบฝังศพผู้ตาย และผู้ตายนั้นคือเด็กสาวในซีดี ขณะเดียวกันไมรอนได้เอาเงินมาติดสินบนเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำคดีนี้ เพื่อให้เรื่องเงียบแต่ไมรอนไม่รู้ว่ามีคนตาย
เรื่องราวทั้งหมดไมรอนคิดว่าเจ้าของทีมเบสบอลฆ่าคลูเพื่อการแก้แค้น และต้องการป้ายความผิดให้กับไมรอน เพียงแต่เขาไม่อยู่ในประเทศ แต่ในที่สุดเรื่องกลับหักมุมว่าคลูฆ่าตัวตาย แต่เจ้าของทีมเบสบอลสร้างหลักฐานให้เหมือนถูกฆ่า เพื่อสามารถป้ายความผิดไปที่ไมรอนได้ แต่เมื่อไมรอนแสดงความกระตือรือร้นในการติดตามลูกสาว ทำให้เจ้าของทีมเบสบอลรู้ว่าไมรอนไม่รู้เรื่องลูกสาวของตน จึงเปลี่ยนใจจบคดีดังกล่าว
เป็นตอนหนึ่งที่อ่านสนุก ชวนติดตาม แต่บางครั้งก็ค่อนข้างสับสนว่าเรื่องราวต่าง ๆ ทำไมวุ่นวายไปหมด ไม่น่าจะมีความเกี่ยวข้องกันเลย และเป็นตอนที่ไมรอนโชว์เดี่ยวเป็นส่วนใหญ่ ไม่ต้องพึ่งวินมาก นอกจากนั้นในตอนนี้ยังได้แสดงชีวิตส่วนตัวในด้านเซ็กส์ของเอสเปอรันซ่าอยู่บ้าง คือเอสเปอรันซ่าเป็นชู้รักกับภรรยาของคลู ซึ่งทำให้ในตอนแรกไมรอนเกิดความเข้าใจผิด และคิดว่าเป็นสาเหตุให้มีการฆาตกรรมเกิดขึ้น แต่ทั้งหมดก็ยังรักษาบุคลิกของไมรอนได้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย คือเป็นตัวแทนนักกีฬาที่ดูแลนักกีฬาเป็นอย่างดี มีอารมณ์ขัน รักพ่อแม่ และฉลาด คงต้องติดตามหนังสือสืบสวนในชุดนี้ตลอดไปจนกว่าจะไม่มีการแปลออกมา